Visit's profilekappathaiPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 30

    ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

    คือปวดท้องมากๆตั้งแต่วันเสาร์ที่ 24 เพราะไม่สามารถผายลมได้ ท้องอืดมหาศาล ยังไม่ได้ไปหาหมอ เพราะปกตินอนคืนเดียวก็หาย แต่กลับตลปัตร ปวดจนนอนไม่ได้ถึงเช้า เลยให้พ่อพาไปหาหมอแต่เช้าตรู่
     
    วันที่ 25 ไปหาที่เกษมราษฏร์ใช้สิทธิ 30 บาท ตรวจ 2 นาทีได้ยามากินแล้วยังไม่บรรเทา เลยไปที่คลีนิกแถวบ้าน เขาบอกว่าให้หยุดยาที่เกษมราษฏร์ให้เด๋วนั้นเลย เพราะจะทำให้อาการแย่ลง (ซะงั้น) เปลี่ยนยากลับบ้าน อาการก็ยังไม่ดี แต่ว่าปวดแบบทนไม่ไหวแล้วเลยไปอีกรอบบอกให้เขาตรวจละเอียดเลย
     
    ก็เอ็กสเรย์ เขาบอกว่าในท้องมีแต่ลมอยากเดียวเลย แล้วดูท่ากระเพาะกับลำไส้จะไม่ทำงานแล้ว กินยาอะไรเลยไม่ได้ผล ให้งดอาหารแล้วกินผ่านสายนำเกลือแทน เสร็จแล้วเขาก็บอกว่าจะดูดลมออกโดยการใส่สายผ่านจมูกลงไปถึงกระเพาะแล้วใช้เครื่องดูดเอา โอโห้พะอืดพะอมมากๆ
     
    ใส่อยู่ 6-7 ชั่วโมง ก็ไม่ได้ผล ดูดลมไม่ออก ใช้แรงหมอดูดด้วยหลอดแดยาก็ไม่ออก ออกแต่เศษอาหาร และเลือด! หมอวินิจฉัยเพิ่มว่าเลือดออกในทางเดินอาหารหรือไม่ก็กระเพาะอาหาร
     
    ให้ยาสวนทวารก็แล้ว ก็ไม่ถ่าย จนถึง 4 ทุ่ม หมอบอกว่าเรื่องลมมันหายเองได้ ลองกลับไปนอนให้สนิทแล้วดูอาการ ถ้าดีขึ้นให้ไปหาเขา เขาจะดูอาการปวดท้องต่อให้ ไม่ต้องค้างจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผลก็คือ ไม่ได้นอนเป็นวันที่ 2 ไม่ดีขึ้นเลย
     
    วันที่ 26 ไปศิริราชตั้งแต่ 7 โมงเช้า กว่าจะได้ตรวจรอบแรก 9 โมงครึ่ง ระหว่างรอนี่ก็ปวดสุดๆ กระหายน้ำมากแต่ก็กินไม่ได้ หมอเห็นเอ็กสเรย์แล้วตกใจ ให้เข้าห้องตรวจแล้วสวนตูดค่า ใส้ถุงมือแล้วยัดนิ้วเข้าไปสุดเลย แล้วหมก็บอกว่าให้ไปที่แผนกศัลยศาสตร์ต่อ หึๆ เริ่มวิตกว่าจะไม่ธรรมดาซะแล้ว
     
    มาถึงแผนก กว่าจะได้ตรวจ บ่าย 2 ในใจคิด ทำไงก็ได้ เอาลมออกไปซะทีเฮอะ จะตายแล้น หมอสวนตูดอีกรอบคราวนี้วินิจฉัยว่า ลำไส้ใหญ่อาจบิด ทำให้ถ่ายไม่ได้ มักเป็นอาการของผู้สูงอายุ น่าแปลกที่หนุ่มๆอย่างฉานจะเป็นได้ ต้องรักษาด้วยวิธีส่องกล้อง(อะไรหว่า) แต่นี่ 3 วันแล้ว ถ้าส่องกล้องไม่หายคงต้องผ่าตัด (กรี๊ด)
     
    บ่าย 3 เข้าห้องส่องกล้องทันที ก่อนส่องเขาให้ไปสวนท่อปัสสาวะ คือไรครับพี่น้อง มันคือการยัดท่อเข้าไปในจู่ของเรานั่นเอง คุณผู้ชายนึกภาพตามนะครับว่า ใช้สายขนาดเท่าหลอดดูดน้ำเซเว่น ยัดเข้าไปในรูเล็กๆตรงแท่งของเรา (ที่ต้องบรรยายให้เห็นภาพจะได้สยองเข้าไว้ เพื่อยืนยันว่า การไม่มีโรคนั้นประเสริฐเพียงใด) ยัดเข้าไปเกือบครึ่งคืบ เพื่อให้เราฉี่ลงถุงเองอัตโนมัติ ขอบอกว่าเจ็บจนอยากจะจ๊ากออกมาดังๆ
     
    ไปถึงเตียงส่งอกล้อง คือเอากล้องยัดเข้าไปทางตูด แล้วฉายออกมอนิเตอร์ โดยปกติจะให้ดมยาสลบ แต่แพงนะ แล้วเขาว่าของผมไม่ลึก ไม่ต้องใช้ สวนสดๆ เห็นลำไส้ตัวเองชัดแจ๋ว เข่าจะพูดบอกระยะที่ยัดเข้าไปตลอดเวลา ที่ว่าไม่ลึกของผม เขาว่ายัดเข้าไปกว่า 90  (ไม่รู้ว่าหน่วยเป็นอะไรเหมือนกัน เป็นมิลหรือเซ็นอ่ะป่าว แต่ลำไส้เราย้าวยาวนะ ไม่อยากจะคิด) แต่สวนเส็ดดูดออกไปหมด หมดความทรมานซะที
     
    เสร็จตอน 4 โมง หมอบอกว่าลำไส้ไม่ได้บิด แค่อักเสบ (แต่ก็ไม่น่าเป็นในคนวัยนี้อยู่ดี) ให้นอนดูอาการ งดน้ำงดอาหารต่อ นำหนักลดไป 4 โล แต่คงได้นอนซะที ตอนนี้ที่เจ็บปวดกลับกลายเป็นน้องหนูแทน ขยับนิด จึ้กเมื่อนั้น โอเค จะนอนตั้งแต่ 2 ทุ่มเลยแล้วกัน แต่นอนไม่สนิทนัก ก็มันเจ็บอ่ะ แล้วคุณพยายบาล ก็มาตรวจความดันกะอุณหภูมิทุก 2 ชั่วโมง แถมเริ่มมีอาการอยากถ่าย ก็ต้องกระเตงสายน้ำเกลือกะถึงฉี่ของเราไปเข้าส้วมด้วย ลำบากเจง แต่ถ่ายยังไม่เป็นปกตินะ
     
    วันที่ 27 ตรวจฉี่แล้วดีขึ้น เลยเอาที่สวนจู๋ออกได้ ตอนสายๆ วิธีก็คือ อัดยาฉาผ่านท่อนั้นแหละลงไป จะมีอาการเสียว คนที่เอาออกบอกว่าแล้วแต่คนว่าเสียวมากเสียวน้อย ดีว่าฉานเสียวน้อย แล้วดึงออกตรงๆ ตอนดึงออกก็เจ็บอีก หลังจากดึงออก เวลาฉี่เองจะแสบมากๆ เริ่มถ่ายออก เก็บขี้ตรวจ อาการดีขึ้น ได้กินข้าวแล้น
     
    วันที่ 28 อาการเป็นปกติสุดๆ เหมือนหายแล้วอ่ะ แต่หมอยังไม่ปล่อย ก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาถึง 29 จึงถูกปล่อยตัว 2 วันนี้น่าเบื่อมากๆ ไม่มีไรทำเลย เป็นการขาดอิสรภาพในลักษณะหนึ่ง วัยอย่างเราที่อยากจะทำอะไรตั้งมากมาย แต่ไม่ได้ทำไรเลย 2 วันแย่ๆ แถมศิริราชเป็นที่ฝึกของนักเรียนหมอ เราเหมือนถูกทำการทดลองอยู่ เป็นวัตถุในการศึกษายังไงอย่างนั้น เหอๆ
     
    ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นประสบการณ์ เพื่อที่จะบอกว่า ดูแลสุขภาพตัวเองซะนะ ไม่มีโรคน่ะดีที่สุด (หลังจากนี้ก็รอสาเหตุจากหมอว่า เหตุใดจึงเป็นลำไส้อักเสบ)
    March 02

    ความฝัน เมื่อวันวาน

    ช่วงนี้ข่าวของนพ.ประกิตเผ่า อาจารย์กวดวิชาชื่อดังจากสถาบันแอปพลสยฟิสิกส์ว่ามีอาการป่วยทางจิตจริงหรือไม่นั้นขึ้นหน้า 1 ในหนังสือพิมพ์ทุกวัน ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังประเภทเดียวกับ flight plan ยังไงอย่างนั้น เนื้อเรื่องคร่าวๆก็คือนางเอกพาลูกขึ้นเครื่องบินแล้วเด็กหายตัวไปบนเครื่อง นางเอกเรียกร้องให้ช่วยกันหาเด็กแต่ว่าด้วยความที่เอมีประวัติว่าเคยมีอาการป่วยทางจิตจึงไม่มีใครเชื่อเธอ เธอจะป่วยจริงหรือไม่นั้น ต้องติดตามเอาเอง เป็นหนังดีที่น่าดูอีกเรื่องนะครับ
    แกจะป่วยจริงหรือไม่ผมไม่รู้หรอก แต่ข้ออ้างของแม่ว่าจะทำร้ายลูกได้ลงคอได้อย่างไรก็ไม่เกี่ยวกันซักกะติ๊ด ความสัมพันธ์ทางสายเลือดอย่างเดียวมันไม่ได้สวยหรูขนาดนั้นหรอก หากปราศจากความรัก แต่พวกผู้ปกครอง นักศึกษาหรือคนแถวสถาบันกวดจะมาบอกว่าเขาไม่ป่วยนี่ก็ไม่ได้เรื่องอีกอ่ะ เห็นหมอเพียงผิวเผินเองนี่นา นี่เขาเรียกว่าความรักบังตาได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าค่อยๆติดตามข่าวสารกันไปก้แล้วกัน อย่าพึ่งรีบฟันธงกันไปล่
    มีอีกประเด็นที่พอพุดถึงหมอเผ่าขึ้นมาแล้วฉุกคิดขึ้นก็คือ เสียดายความรู้ความสามารถเนอะ จบถึงระดับด็อกเตอร์น่าจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้มากกว่าเพียงแค่ขายฝันให้เด็กกับผู้ปกครองทั้งที่เป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น
    มีเยอะแยะ เอ็นต์ติด แล้วทิ้งความฝันไป ทั้งซิ่ว ทั้งรีทาย
    ต่อให้เรียนจบแล้วเป็นแบบนี้ เช่น จบวิศวะไปขายแอมเวย์ จบหมอไปสอนฟิสิกส์ระดับม.ปลาย จบสังคมสงเคราะห์ไปเปิดธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น (ตัวอย่างเหล่านี้จากประสบการณ์ตรง) ถ้าฝันอยากจะหาเงินให้ได้มากๆ อยากเปิดธุรกิจ ก็คงไปเรียนบริหาร ไปเรียนการจัดการกันหมดแล้วสิ
    แสดงว่าความฝันอันเดิมหายไปเสียแล้ว
    แล้วเราที่เรียนอัการศาสตร์ล่ะ จบไปจะทำอะไรกันดี
    ความฝันของคุณหายไปหรือยัง ?
    (คงจะยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้เรียนอย่างที่ตนเองฝัน แต่ก็อย่าลืมมันแล้วกันนะ ^_^)