Visit's profilekappathaiPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 31 วิกฤตความรู้สึกอ่านชีวประวัติของ ฮายาโอะ มิยาซากิ อนิเมเตอร์ชื่อดังแห่งสตูดิโอจิบลิ ซึ่งทำการ์ตูนโด่งดังอย่าง Princess Mononoke และ Spirited Away ซึ่งแฝงไว้ด้วยปรัชญาชีวิตที่หนักไม่ใช่น้อย แต่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสุนทรียะ ดูแล้วอิ่มเอิบใจและได้สาระไปพร้อมๆกัน เขาเลือกเรียนเศษฐศาตร์ เพราะเหตุผลว่า ในความเป็นจริงวงการอนิเมชั่นตอนนั้นไม่อาจรับประกันได้ว่า เขาจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ใฝ่ฝัน แต่เขาก็ไม่ทิ้งสิ่งที่เขาอยากทำ เขายังฝึกฝนการวาดการ์ตูนของเขาต่อไปน่าแปลกที่อ่านแล้วควรจะได้แรงบันดาลใจที่จะไม่ทิ้งความฝัน แต่ผมกลับมามองชีวิตตัวเอง และตั้งคำถามว่า คนที่ไม่ได้เรียนปรัชญา แต่มีปรัชญาที่ลุ่มลึกก็มีตั้งมากมายนะ โดยที่เขาไม่ต้องยุ่งกับศาสตร์ที่ยากๆของปรัชญาเช่นอภิปรัชญาหรือญาณวิทยาให้ปวดหัวอีกด้วย เพราะเอาเข้าจริงเนื้อหาที่ยากมากๆของศาสตร์เหล่านั้นกลับเป็นแค่ "แบบฝึกหัดทางตรรกะ" ที่ไม่ได้มีประโยชน์กับการใช้ชีวิตซักเท่าไรเลย แล้วจะ...เรียนปรัชญาไปทำไมฟะผมหลงไหลกับความเรียบง่ายที่ภาคปรัชญาศิลปากร ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ต่อป.โทสาขาปรัชญาที่จุฬา แต่มันกลับยิ่งห่างไกลออกไปจากความเรียบง่ายเหล่านั้น แล้วเราก็ไม่มีสกิลอะไรที่จะไปต่อเติมเพื่อนำเสนอปรัชญาให้ออกมาน่าสนใจเหมือนกับที่มิยาซากิทำ แม้แต่เขียนบทความที่แปลกใหม่มากพอเหมือนงานของนักปรัชญาในอดีต (ซึ่งไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่ดี) ก็ยังไม่ได้เลยตอนนี้เลยรู้สึกว่าเลือกผิดหรือป่าววะเนี่ย ที่ลงมาจมปลักกับปรัชญาเต็มตัว ทั้งๆที่ตอนป.ตรีเชียร์น้องให้เรียนปรัชญามากๆ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้เรียนเป็นวิชาเอก เพราะตอนนั้นคงคิดแบบเดียวกับมิยาซากิ ตอนนี้ชีวิตแคบลงมากๆ แต่ก็ไม่คิดจะเลือกทิ้งป.โทปรัชญา เพราะว่า 38000 เราไม่ได้จ่ายเอง ไม่อยากให้เสียเปล่า หวังอย่างเดียวแล้วว่าจะเป็นครูสอนปรัชญาที่ทำให้เด็กชอบได้เหมือนที่เราเคยได้เรียนมา จะมีปัญหาหรือป่าวก็ไม่รู้ถ้าอ.พิพัฒน์กับอ.ศากุนได้อ่าน อาจารย์ทำไมถึงเลือกเรียนป.โทปรัชญาครับอยากรู้จังสุดท้ายต้องขอบคุณ อภิญญา ที่เป็นกำลังใจสำคัญให้กับทุกๆเรื่อง :)January 07 จัดตั้งรัฐบาลช่วงที่ผ่านมาเกิดศึกแย่งกันจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้น ก็มีคนถามผมว่าให้หมักหรือมาร์กตั้งรัฐบาลดีกว่ากัน
ผมออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นพวกเลือกข้าง ตอนเลือกตั้งก็กาประชาธิปัตย์ เพราะอยากให้โอกาสอภิสิทธิ์ได้เป็นนายก ส่วนส.ส.ที่ยังเห็นว่ากูทำประโยชน์ให้กับประชาชน โกงกินบ้าง (บ้าง จริงเหรอ!!) ก็ไม่เห็นเป็นไรนั้น ต่อให้เคยชอบก็ไม่เลือก คนที่บอกว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จริงๆแล้วก็เลือกข้างอยู่ในใจ แต่เลือกที่จะไม่พูดแค่นั้น เพราะเบื่อหรือเพื่อประโยชน์บางประการก็สุดแล้วแต่ละคน ผมเห็นว่าการประกาสเลือกข้างไม่เห็นจะเป็นไรเลย เพราะจะกระตุ้นให้เอาเหตุผลมาพูดกัน ไม่ใช่เลิกๆ ทิ้งปัญหาแล้วเริ่มใหม่ท่าเดียว ปํญหาคือเหตุผลไม่ค่อยใช้ มีแต่ตูจะเอาเท่านั้น ดังตัวอย่าง พ่อผมเกลียดพลังประชาชนมาก ถึงขนาดบอกว่า
พ่อ- ตอนนี้ประชาชนไม่อยากได้สมัครเป็นนายกร้อก ผม- แล้ว 233 ของมันล่ะคับ หมายความว่าไง พ่อ- ก็มันโกงเขามา ซื้อเสียงทั้งนั้น ผม- ต่อให้ซื้อเสียง เขาจะไม่เลือกก็ได้ โดนซื้อเสียงไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบนี่นา พ่อ- ไม่รู้แหละ แต่ประชาธิปัตย์ควรจะได้จัดตั้งรฐบาล ผม- พูดงี้ไม่ได้น้า เด๋วไปทะเลาะกับคนที่ชอบทักษิณ พ่อ- โอ้ยไม่มีคนชอบมันแล้ว ผม- !!! อีกตัวอย่างหนึ่ง เอามาจากคอลัมภ์คาบลูกคาบดอกของหมัดเหล็ก ที่ลงไทยรัฐ 7/01/2551
ผมกล้าฟันธงว่าเขาเลือกข้าง พปช. แต่ก็บ่นๆว่าสื่อทีวีเสนอข่าวไม่เป็นกลาง หรือเพราะว่าเขาอยู่ในฐานะคอลัมภ์ ไม่ใช่ผู้สื่อข่าว จึงสามารถเสนอความเห็นที่ไม่เป็นกลางได้ (หรือว่าเขายังคิดว่าเป็นกลางอยู่) ผมว่าไม่เห็นแฟร์เลยด่าแต่ทีวี ก็ทีวีมันไม่มีคอมลัมภ์นี่หว่า (ขนาดรายการวิเคราะห์ข่าวโดยเฉพาะ ยังโดนด่าเลย) แล้วเราก็เห็นหน้าคนพูด เขาต้องรับผิดชอบสิ่งที่พูดมากกว่า เขียนบทความอยู่เบื้องหลังซะอีก ชื่อจริงก็ไม่ได้ใช้ เขาเขียนว่า "รัฐบาลที่ไปปล้นอำนาจจากมือประชาชนก็เป็นรัฐบาลป่าเถื่อน เป็นยิ่งรัฐมาจากโกงอำนาจประชาชน น่ารังเกียจกว่า รัฐบาลที่มาจากการโกงเลือกตั้งมากมายหลายเท่านัก" โอ้ว แล้วมันต่างกันตรงไหนวะเนี่ย ช่วยชี้แจงด้วยเถิด !!! โดยส่วนตัวเห็นว่าควรให้สมัครรีบจัดตั้งรัฐบาลไปซะ ด้วยเหตุผลหลายประการ 1.ปชป.ไม่น่าออกมาพูดว่าจะรอโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลขนาดนั้น เพราะไงประชาชนก็เลือกพปช.มาตั้ง 233 มันจะเกิดภาพว่าปชป.ไม่แฟร์ 2.ต่อให้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เสียงก็ปริ่มน้ำสุดๆ ลำพังแค่จะเอารัฐบาลผสม 6 พรรคให้เดินไปในทางเดียวกันก็ยากอยู่แล้ว เสียงฝ่ายค้านก็มาก ฟันธงว่าวาระประชาชนที่พูดไว้ไม่ได้ทำแน่ เมื่อบวกกับความไม่แฟร์ในข้อแรก มีหวังปชป.จะไม่ได้กลับมาเกิดอีกเลย 3.เคยอ่านนสพ.มา จำได้คร่าวๆว่า ในรัฐธรรมนูญบอกว่าเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยกทีม ผู้มีตำแหน่งหัวๆในกระทรวงห้ามออกเสียง รวม 36 เสียง แค่นี้ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้จัด 4.ก็บ่นกันไม่ใช่เหรอว่าสมัครมันทำงานไม่ได้เรื่องหรอก ก็ให้มันบริหารไป ถ้ามันเจ๊ง คนก็จะไม่เลือกอีก พวกหัวสมองของทรท.เดิมก็กระจัดกระจายไปมาก ไม่น่าจะไปรอด แต่ถ้ารอด ก็ต้องชมเขาดิ (ก็หมักเก่งจริง) แต่ถ้าโกง ก็ค่อยเรียกร้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตยกันต่อไป ฉะนั้นผมสนับสนุนเติ้งให้ไหลไปจัดตั้งรัฐบาลครับ December 26 ขอไว้อาลัยแด่ทุกความดีตอนนี้โลกเราเป็นของของทุนนิยม
ไม่รู้ว่าศตวรรษหน้าจะเป็นของมันอย่างนี้ต่อไปหรือไม่
รู้แต่ว่าโลกตอนนี้มันไม่น่าอยู่เอาซะเลย
ทั้งๆที่โลกแบบนี้มันไม่ต้องการคนดีซะหน่อย
เพราะเราสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่นได้ไม่อั้น
แต่ทำไมถึงยังเรียกร้องให้ต้องเป็นคนดีกันนัก
ทุนนิยม แกคงอยู่ไม่ได้ล่ะสิถ้าไม่มีคนดี
เพราะถ้าตอนนี้ไม่มีคนดี
คนก็จะรู้กันหมดว่าโลกของแกมันบัดซบแค่ไหน
เพราะคนดีเขาคอยสร้างความหวังให้แก่โลก
แต่แกก็ยังไม่วาย หาผลประโยชน์จากความหวังนั้นอีก
น่าเจ็บใจนะ ที่รู้แล้วแต่ทำอะไรมันไม่ได้
แต่น่าเจ็บใจกว่า ที่มีคนรู้มากมายแต่ไม่ได้คิดที่จะทำอะไร
ขอไว้อาลัยแด่ทุกความดีที่เหลืออยู่บนใบโลกนี้
อ่านตัวอย่างของทุนนิยมที่หาผลประโยชน์จากความหวังของคนดีได้ที่นี่
December 13 บังเอิญวันนี้ยืนตลอดสายบนรถเมล์เหมือนอย่างเคย
ด้วยความว่างจัดเลยนึกขึ้นได้ว่า
ชาติไทย 2 พยางค์
เพื่อแผ่นดิน 3 พยางค์
ประชาธิปัตย์ 4 พยางค์
พลังประชาชน 5 พยางค์
มัชชิมาธิปไตย 6 พยางค์
รวมใจไทยชาติพัฒนา 7 พยางค์
บังเอิญดีแท้
อย่าลืมไปเลือกตั้ง 23 ธ.ค.นะคับ ^^ November 17 เขาดิน พื้นที่เล็กๆ ที่ใจอันเป็นเด็กของเรา ถูกลืมวันนี้ไปเดทกับหนุนที่เขาดิน
หลังจากที่เคยเดทมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ฉันพยายามโฆษณาคู่รักหลายคู่ว่า มันเป็นที่เดทที่อัศจรรย์มาก
แม้แต่โฆษณาเพื่อนฝูงทั้งหลายว่า มันเป็นสถานที่นัดรวมพลที่ไม่เลว
อากาศดีๆในเมือง เหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่
ในราคาประหยัด ค่าผ่านประตูแค่ 50 บาท อยู่ได้ทั้งวัน
กลับได้รับแต่ความฉงน และคำตอบที่ว่า
ไม่เคยมีชื่อเขาดินอยู่ในหัวเลยนะ --"
ฉันถามกลับในใจ แล้วเขาดินมันไม่ดีตรงไหนล่ะฮึ
จริงแล้วอาจจะเรียกว่าไปเดทไม่ได้ซะทีเดียว
เพราะฉันกระเตงน้องสาวไปด้วย
เดาว่ามันคงไม่ได้เห็นเขาดินมามากกว่า 10 ปี แล้ว
เพราะมันจำอะไรที่เขาดินไม่ได้เลย
ส่วนฉัน แม้ว่าความทรงจำในสมัยเด็กอาจจะหวนคืนมาบ้าง
"กรงนี้เดิมมันเคยเป็นแรดนี่หว่า"
"ฮิปโปเมื่อก่อนมันมีมากกว่านี้นี่นา"
แต่นั่น แสดงว่า ทุกอย่างที่เห็น ล้วนเป็นของใหม่
แล้วทำไมมันจะไม่น่าไปล่ะ
ได้เห็นเพนกวิน อยู่ในห้องกระจกติดแอร์ 2 เครื่อง
ไม่ต่างกับมนุษย์ที่อยู่ในตึกตรงไหนเลย
ได้เห็นวัยรุ่นเป็นกลุ่มๆมาเที่ยวเขาดินเหมือนกัน
แต่คงน้อยมากเมื่อเทียบกับในห้างสรรพสินค้า หรือในดรีมเวิลล์
ได้เห็นของเล่นที่เคยเล่นตั้งแต่ 3 ขวบ ณ ตอนนี้ก็ยังมีขายอยู่
แต่น่าเสียดายที่มันกลับขายไม่ออกแล้ว
ได้สัมผัสถึงเสียงหัวเราะและความเดียงสาของเด็กๆที่ไปเที่ยว
เป็นความสุขเล็กๆ ที่ไม่ต้องดิ้นรนมากเพื่อให้ได้มาเหมือนกับพวกผู้ใหญ่
ได้เห็นพื้นที่ของครอบครัว ที่นับวันจะหาได้ยากขึ้นทุกที
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจจะยังคิดว่า
ก็ไม่เห็นจะน่าไปขึ้นมาเลยซักนิด
คงต้องโทษผู้เขียนที่สื่อความรู้สึกเพื่อการชวนเชื่อไม่ได้เรื่อง
เอาเป็นว่าสำหรับฉัน มันยังเป็นพื้นที่ที่ยังคงความประทับใจ
ทำให้ยังตระหนักว่า ใจที่เป็นเด็กยังอยู่พร้อมกับการเติบโตของเรา
มันยังคงเป็นสถานที่ที่ฉันจะแนะนำต่อไป
ให้พวกท่านลองหันกลับไปมองดู
แม้จะไม่รู้ว่า ถ้าพวกคุณได้ลองกลับไปดูแล้ว
จะรักเขาดินเหมือนฉันบ้างไหมก็ตาม...
แค่ไม่อยากให้พื้นที่เล็กๆตรงนี้ ถูกลืม
ก็เท่านั้น September 27 ขยัน(ยัง)ไม่เคยพอเคยฟังเพลง "เวลาไม่เคยพอ" ของแดนบีมไหม ถ้ายังไม่เคย ตามลิ้งนี้เลยนะ
อันนี้เนื้อที่แก้แล้ว
เราคงอยู่จุฬาได้อีกซักปี
ฉันเชื่อตัวเองเช่นนั้น ถึงได้ปล่อยวันเวลาไปไกล ควรขยันเยอะๆก็ทำลืมไป คิดว่าเหลือเวลาเท่าไหร่ก็พอฟิตทัน กว่าจะบอกตัวเองว่าอย่ามั่นใจ
ก็เมื่อในเดือนสุดท้าย ไม่มีคะแนนมาข้างกายฉัน อยากจะกลับไปฟิตตอนสอบก็ไม่ทัน ... ฉันก็เหลือแค่เพียงเปเปอร์ ทำทั้งน้ำตา * นาทีนี้เวลาที่มีไม่พอซักอย่าง
อยากมีหนทางดึงสิ่งต่างๆ ย้อนมา จะอ่านtextไว้ จะทำทุกวันให้มีความหมายให้มีค่า จะไม่ทำให้ ต้องปวดใจ... ** ฉันไม่มีวันได้เอคืนมา ฉันขอเวลาแก้ตัวอีกครั้ง
ที่ฉันเคยผิดพลั้ง มันยังทันใช่ไหม ฉันเสียใจตลอดเวลา แค่ บี มันก็ยังไม่ได้ สุดท้าย (สุดท้าย) ได้แต่เอฟเท่านั้น... ได้แต่เกลียดตัวเองที่ลืมนึกไป
ว่าโลกมีคำว่าสาย ไว้สะกิดใจให้ฉันรีบทำ ได้แต่เซ็งคะแนนที่ตูพึ่งทำ ที่ยิ่งย้ำว่าฉันมันผิดที่ชะล่าใจ (*,**)
ฉันขอได้ไหม... โอกาสอีกครั้ง (จะขยันจากใจ)
ที่อาจารย์ต้องการ มันยังทันใช่ไหม ฉันเข้าเรียนตลอดเวลา ทำไมคะแนนไม่ได้ เชื่อไหม (สุดท้าย) ยังขยันไม่เคยพอ... แด่เพื่อน (โดยเฉพาะข้าพเจ้าเอง) ที่กำลังศึกษาอยู่ป.โททุกท่าน
สู้ต่อไป แค่นรกเล็กๆ บนดิน T_T !!! August 20 กลิ่นแก้วกลางใจ ฉายเงาหญิงไทย เหยื่อของสังคมความจริงบทความนี้เสร็จสิ้นมากว่าสัปดาห์แล้ว ได้ส่งให้นิตยสาร "ขวัญเรือน" พิจารณา ผ่าน "สนามนักเขียน" ทางเวบไซด์ แต่จนป่านนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับ คาดว่าคงจะพลาดหวังไปเรียบร้อย จึงนำมาโพสทางสเปซให้อ่านกันดีกว่า
วันพุธที่แล้ว (8 สิงหาคม พ.ศ. 2550) ผมได้มีโอกาสชมละคร “กลิ่นแก้วกลางใจ” ทางช่อง 3 ตอนอวสาน (ที่ฉายตอนทุ่มนึง จันทร์-ศุกร์อ่ะ) และด้วยความที่ผมไม่ได้ดูทุกตอน แต่ตอนจบของเรื่องนั้นทำให้ผมเกิดคำถามคาใจหลายคำถาม จนต้องรีบไถ่ถามเรื่องราวของละครจากสมาชิกครอบครัวที่ได้ชมทุกตอน เมื่อเข้าใจเนื้อหาแล้วก็ยิ่งฉงน ว่าเหตุใดละครจึงเลือกเสนอประเด็นเช่นนี้ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของคน 3 คน คือ อรชุน ม.ร.ว.จิตตา และเมษา โดยอรชุน (แสดงโดย ธีระพงษ์ เหลียวรักวงศ์) กับจิตตา (แสดงโดยสินจัย เปล่งพานิช) นั้นมีความรักต่อกัน แต่เนื่องจากฐานะทางสังคมที่ต่างกันมาก คืออรชุนเพียงเป็นลูกชายของคนรับใช้ในบ้านของจิตตาเท่านั้น ทั้งสองจึงจำต้องทำใจต่อความรู้สึกที่ไม่อาจลงเอยกันได้นี้ หลังจากนั้นพ่อแม่ของอรชุนได้หาผู้หญิงให้มาแต่งงานด้วย ซึ่งก็คือเมษา (แสดงโดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) แต่แม้จะแต่งงานแล้ว อรชุนก็ยังคงมีความสัมพันธ์กับจิตตา (ซึ่งจิตตาก็รู้ว่าอรชุนแต่งงานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใคร) จนจิตตาตั้งท้อง ทำให้เมษาคิดแผนจะแก้แค้น อดทนรอวันที่จิตตาคลอดลูก เมษาแอบเข้าไปสับเปลี่ยนป้ายชื่อของลูกสาวของจิตตากับลูกสาว ของโสเภณีคนหนึ่งที่บังเอิญมาคลอดลูกในโรงพยาบาลเดียวกันแล้วทิ้งไป ลูกแท้ๆของจิตตาที่ถูกสับเปลี่ยนไปชื่อ พระพาย (แสดงโดย ศรีริต้า เจนเซ่น) ส่วนลูกของโสเภณีชื่อว่าอาโป (แสดงโดย อิศริยา สายสนั่น) เรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นความสัมพันธ์ของพระพาย อาโป กับอัสนี (พระเอกของเรื่อง) ซึ่งได้รับผลจากการกระทำของคนรุ่นพ่อแม่ (โดยเฉพาะแผนการของเมษา) แต่ตอนจบของเรื่องก็เป็นสุขนาฏกรรม คือจิตตารู้ความจริงว่าพระพายคือลูกที่แท้จริง และก็ไม่ได้ผูกใจเจ็บกับเมษาและอาโป ทั้งยังรับอาโปไปดูแลเหมือนอย่างเคย ส่วนเมษาเข้าโรงพยาบาล อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ หล่อนผมขาวโพลน กลายเป็นคนแก่ที่เต็มไปด้วยโรคต่างๆ ความแค้นตลอดชีวิตยังคงกัดกินหล่อนต่อไป เมษายืนมองบ้านกลิ่นแก้ว เอามือจับที่ป้ายไม้เก่าๆ ฝีมือของอรชุน “ความรักเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลก…ความเกลียดทำลายแม้ตัวเอง…” ซึ่งประโยคนี้เรียกได้ว่าเป็นสโลแกนของเรื่อง รายละเอียดในละครที่ไม่ได้มีในเรื่องย่อนี้คือ อรชุนก็มีความรักให้กับเมษาเช่นกัน จากเนื้อความในจดหมายที่อรชุนเขียนให้จิตตาว่า “ถึงน้องหญิงที่รัก บ้านกลิ่นแก้วเหลือแค่ตกแต่งเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆ .... วันนี้พี่ทะเลาะกับเขาอีกแล้ว การแต่งงานทำให้ความรักจืดจางจริงหรือ ถ้าเขาตัดสินด้วยการทานข้าวด้วยกัน การพาไปดูหนัง ก็คงใช่ แต่ถ้าตัดสินด้วยการผูกพันจนชีวิตละลายกลายเป็นหน่วยเดียวกัน พี่คิดว่าพี่รักภรรยาของพี่มาก…..” “ความรักของอรชุนอยู่ที่เดิม ทั้งสำหรับคุณและฉัน พอทีเถอะนะคะ อย่าจมปลักอยู่กับความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวของสามีคุณ ลุกออกมาจากตรงนั้นเสียที” จิตตากล่าวกับเมษา
สิ่งที่น่ากลัวกว่า “ความเกลียดทำลายแม้ตัวเอง” ถึงตรงนี้สิ่งที่ผมฉงนก็คือ จากข้อความที่ป้ายหน้าบ้านกลิ่นแก้ว จนถึงประโยคนี้ของจิตตา เท่ากับว่าละครต้องการจะเน้นว่าการกระทำของเมษาเป็นสิ่งที่ผิด มากกว่าจะบอกว่าการกระทำของอรชุนเป็นสิ่งที่ผิดอย่างนั้นหรือ ทั้งๆที่ต้นเหตุของการกระทำของเมษานั้นก็เป็นเพราะอรชุน แม้จิตตาจะผิดด้วยเพราะปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่มีกับอรชุนให้เลยเถิด ทั้งๆที่รู้ว่าอรชุนแต่งงานแล้วก็ตาม แต่ท้ายที่สุด หากอรชุนเป็นฝ่ายคุมกำหนัดได้แล้ว ลูกของทั้งสองก็จะไม่เกิดอยู่ดี เท่ากับว่าหากอรชุนไม่ทำเช่นนี้ เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นสุขนาฏกรรมตั้งแต่ต้น เพราะอรชุนก็รักเมษาเหมือนกัน คงไม่เกิดกรณีหย่าร้าง และเมษาก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในส่วนที่เธอควรจะได้รับอีกด้วย การกระทำของอรชุนนั้นไม่ต่างกับการมีชู้ หากการประพฤติผิดในกามนั้นมีสาเหตุมาจาก “รักแท้” แล้ว จะสามารถให้อภัยการกระทำนี้ได้อย่างนั้นหรือ คงมีหลายคนที่คิดจะตอบว่ารับได้ ก่อนตอบลองคิดดูว่าหากเป็นสามีหรือลูกเขยของคุณ คุณยังคงจะรับได้อยู่อีกหรือไม่ หากมั่นใจว่ายอมรับได้ ผมก็ไม่แปลกใจนัก เนื่องจากว่านี่เป็นความสัมพันธ์ที่ผู้ชายเป็นผู้ก่อ ซึ่งสังคมไทยมีคำกล่าวที่ว่า ผู้ชายที่ไม่เจ้าชู้ก็เหมือนงูที่ไม่มีพิษ หากลองมองในมุมกลับ ถ้าเกิดความสัมพันธ์ในลักษณะนี้แต่มีผู้หญิงเป็นผู้ก่อบ้าง ฝ่ายหญิงไปพบแฟนเก่าแล้วได้เสียกันจนตั้งท้องเพราะความรักที่เคยมีให้กัน และฝ่ายหญิงก็ยังรักสามีคนปัจจุบันด้วย หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับภรรยาหรือสะใภ้ในบ้านของคุณ จะยอมรับได้หรือไม่ ผมมั่นใจว่าในกรณีหลังนี้สังคมไทยยอมรับไม่ได้ ฉะนั้นการที่ละครเรื่องนี้สามารถนำเสนอการกระทำของอรชุนได้ โดยไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านจากสามัญสำนึกของผู้ชมมากนัก นั่นไม่ใช่เพราะว่าอรชุนกับจิตตามีรักแท้ต่อกัน แต่เป็นเพราะอรชุนเป็นผู้ชายต่างหาก ลองคิดดูสิครับ หากลูกหลานของเราดูละครเรื่องนี้แล้วเข้าใจว่าการมีรักแท้นั้นมีคุณค่าถึงขนาดที่สามารถผิดลูกผิดเมียคนอื่นได้ ถ้าพวกเขามั่นใจว่าตนได้พบกับรักแท้แล้วก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยที่เหมาะสมได้ แม้จะผิดพลาดถึงขั้นให้กำเนิดเด็กก็น่าจะเป็นสิ่งที่สังคมรับได้ ทั้งๆที่เด็กนั้นอาจไม่ได้ตระหนักถึงขั้นที่ว่า เป็นเพราะสังคมไทยมีแนวโน้มจะยอมรับและให้อภัยในการกระทำของฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นการกระทำของฝ่ายหญิง พวกเธอจะตกเป็นจำเลยของสังคมทันที
ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา จากการกระทำแบบอรชุน การที่เราไม่กล่าวโทษผู้ชายว่าควรจะเป็นฝ่ายที่คุมกำหนัดของตนเองนั้น ทำให้ผู้หญิงไทยตกเป็นเหยื่อของสังคมโดยไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ ดังจะเห็นได้จากการโทษฝ่ายหญิงในกรณีที่ถูกข่มขืนว่า แต่งตัวล่อแหลมบ้าง หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมบ้าง หากมองผู้หญิงอย่างเข้าใจ กรณีของการแต่งตัวล่อแหลมนั้นถูกผูกติดกับคุณค่าของผู้หญิง กล่าวคือสังคมไทยเห็นว่าผู้หญิงสวยมีคุณค่า “ถ้าฉันไม่แต่งตัวฉันก็จะไม่สวย ไม่มีคนมอง ถูกตีตราว่าขึ้นคานได้อีกต่างหาก” ปัญหานี้ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอันเนื่องมาจากการที่สื่อนำเสนอแต่ภาพผู้หญิงสวยหุ่นดี ทำให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างเข้าใจว่าเป็นแนวทางที่สังคมคาดหวัง ผู้ชายจะเห็นจนชินตาแล้วซึมซับเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวว่า อย่างนี้เรียกว่าสวย (ซึ่งภาพของผู้หญิงสวยในสมัยก่อนต่างออกไป ก็เพราะค่านิยมในสังคมที่แตกต่าง) ผู้หญิงถูกผูกคุณค่าไว้กับความสวย หากไม่สวยก็ไร้ซึ่งคุณค่า จึงเป็นที่มาของการแต่งตัวเพื่อให้สังคมมองว่าเป็นคนสวย สิ่งเหล่านี้เองที่ครอบงำความคิดทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งไม่มีทางสลัดหลุดได้โดยง่าย แม้จะตระหนักรู้ก็ตามที ในส่วนของการกล่าวอ้างว่าผู้หญิงไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมยามวิกาล ก็ให้ลองคิดง่ายๆดูว่า “บ้านฉันอยู่ในซอย ทำงานแล้วกลับบ้านดึก ถ้าถูกข่มขืน ฉันก็ผิดอีกสินะ” แล้วเรายังจะกล่าวโทษผู้หญิงได้อีกหรือ ในกรณีที่เด็กในวัยเรียนเลยเถิดจนมีลูก เด็กผู้หญิงต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนฝ่ายเดียว แม้จะรู้ตัวฝ่ายชายคู่กรณีก็ตาม ซึ่งฝ่ายชายอ้างได้สารพัดว่าไม่ใช่ลูกของตน ในขณะที่ถ้าเด็กหญิงเครียดเลี้ยงลูกไม่ไหวเอาลูกไปทิ้งก็จะโดนตราหน้าว่าเป็นแม่ใจร้าย เด็กใจแตก ซึ่งสังคมไทยดูเหมือนจะไร้ทางออกให้กับผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ การที่สังคมไม่กล่าวโทษผู้ชายว่าเป็นคนผิดนั้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวว่าละครมีส่วนในการตอกย้ำความคิดดังกล่าวได้ โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผู้จัดละครควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมในแง่นี้หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่า หากเราตระหนักถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นมากพอ ก็จะเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังในเชิงลึกเหล่านี้จะมีผู้ชมละครซักกี่คนที่จะตระหนักถึง เนื่องจากละครเป็นสื่อบันเทิง ดูเพื่อผ่อนคลายความเครียด จึงไม่แปลกที่ดูแล้วจะไม่อยากคิดมาก ยิ่งดูยิ่งเครียดแล้วจะดูไปทำไม ละครจึงไม่ค่อยมีบทสรุปเป็นโศกนาฏกรรม หากกลิ่นแก้วกลางใจจบในลักษณะที่ว่า เมษาติดคุกเป็นบ้าไป จิตตาถูกฆ่าตาย พระพรายเก็บกดความแค้นนี้ไว้แทน อาโปเสียคน ละครเรื่องนี้คงขายไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นบทสรุปที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากกว่า ถึงอย่างไรเสีย ประเด็นเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สังคมควรที่จะร่วมกันหาทางแก้ไข เพราะหากมีคนเป็นแบบอรชุนขึ้นมาจริงๆแล้วเรื่องราวจะจบแบบแฮปปี้ได้อย่างในละครซักกี่มากน้อย ------------------------------------ August 01 ทวนความจำ มองต่างมุม จัดเรตภาพยนตร์ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาวิชาการ "มองต่างมุม : จัดเรตภาพยนตร์อย่างไรให้เหมาะกับวัฒธรรมไทย" ที่มธ. จัดโดยวิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา จึงอยากแชร์ประสบการณ์
คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว หนึ่งในวิทยากรได้เล่าเหตุการณ์ที่ตัวเขาได้มีโอกาสคุยกับผู้กำกับชาวฝรั่งเศสเรื่องของการจัดเรตว่า หากมีผู้ชมภาพยนตร์ที่ละเมิดกฏโดยการเข้าไปชมภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสมกับตนเองจะมีวิธีจัดการอย่างไร เขาก็งงกับคำถามของคุณปรัชญา เพราะว่าไม่มีใครละเมิดอยู่แล้ว มันเหมือนตัวอย่างเรื่องประชาธิปไตยที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า คุณดำรง พุฒตาลเคยไปสัมภาษณ์นักวิชาการ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเยอรมัน) เรื่องประเทศเค้ามีการซื้อเสียงหรือไม่ เขาก็งงแบบเดียวกัน ว่าการซื้อเสียงคืออะไร ผมคิดว่าความไม่ซื่อสัตย์ ความเห็นแก่ตัว เหล่านี้มันฝังอยู่ในวัฒธรรมของสังคมไทยไปแล้ว เพราะสังคมไทยชินกับความไร้ระเบียบ (ประโยคนี้เป็นของกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับมาตรการที่ทางกระทรวงเลือกใช้ซักเท่าไร) รากเหง้าของคนไทยนั้นคงไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยง่าย ดังนั้นการจัดเรตติ้งก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับระบอบการปกครองของเรา
ตัวแทนทางฝ่ายของรัฐบาลคือคุณลัดดา ตั้งสุภาชัย แกบอกว่าการจัดเรตนี้ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่มีเสียงเรียกร้องจากประชาชน จึงต้องทำ แต่เรตส่วนใหญ่นั้นเป็นแบบ PG คือ parent guide ซึ่งคุณสุธากร (ถ้าจำชื่อไม่ผิดเพราะเป็นวิทยากรรับเชิญพิเศษไม่ได้ถูกระบุชื่อไว้ในเอกสารประกอบการเสวนา ผมเองก้เลินเล่อลืมจดมา) ซึ่งเคยเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ได้ให้ความเห็นว่า ในเมื่อมีคนเรียกร้องมาให้ช่วยจัดการเรื่องนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นผู้ปกครองนะ แต่คุณไปบอกว่าผู้ปกครองต้องให้คำแนะนำ แล้วมันจะเกิดประโยชน์หรือไม่ เพราะกลับกลายเป็นว่าคุณตีโจทย์กลับไป โอเคว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ปกครองตระหนักในปัญหานี้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เนื่องจากเด็กที่โตในระดับมัธยมก็คงไม่ได้ดูหนังกับผู้ปกครองแล้ว ก่อนจะดูคงไม่ได้มารายงานว่า พรุ่งนี้ผมจะไปดู ตั๊ดสู้ฟุตนะ (สมมติ) มีคำแนะนำไหม ต่อให้ถาม ผู้ปกครองที่ไม่เคยได้ดูหนังมาก่อนจะให้คำแนะนำได้อย่างไร ก็คงได้แต่ห้ามเด็กดูหนังที่ติดป้ายห้าม ก็ต้องตั้งคำถาม 2 อย่างคือ จะเข้าทางยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุหรือไม่ (แหง) และผู้ปกครองไม่สามารถดูแลบุตรหลานของตนได้เลยหรืออย่างไร
ผศ.ดร.ชวนะ ภวกานันท์ หนึ่งใน 7 อรหันต์ของกองเซ็นเซอร์ที่ขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นก็บอกว่า ชื่อมันบอกอยู่แล้วว่าเซ็นต้องเซอร์ อะไรที่มันผิดต่อ 3 สถาบันหรือขัดกับวัฒธรรมไทยแบบว่าเห็นกันชัดๆนั้น ก็ต้องตัด แต่ไอ้ที่ไม่ชัดเช่น คำด่าว่าไอ้ช้างยิ้ม มันไม่ชัดก็พิจารณากันลำบาก ก็เท่ากับว่าคุณเจ้ยผู้กำกับแสงศตวรรษก็ซวยไปที่ไม่รู้จักใช้ทริก คุณชวนะแกยังบอกอีกว่า รู้ว่าพอเซ็นเซอร์ไปแต่พอฉายจริงก็ไม่ได้ถูกตัดก็มี ผมงงที่ว่ารู้ทั้งรู้ตั้งหลายอย่างในเรื่องที่ไม่เป็นธรรมนั้น แล้วทำไมไม่คิดจะแก้ไขให้มันดีขึ้น ทั้งๆที่อยู่ในฐานะที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงได้ แล้วออกมาแก้ตัวเพื่ออะไร
คุณนที ตัวแทนกลุ่มชาวสีม่วง ผู้เข้าร่วมฟังที่ต้องการเรียกร้องหนังที่หากินกับเพศที่ 3 อย่างไม่มความรับผิดชอบ ได้ลุกขึ้นมาเล่าประสบการณ์ว่าตนเรียนต่อป.โทอยู่ที่ม.เชียงใหม่ แล้วมีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเพื่อนร่วมชั้นที่มีหน้ามีตาในสังคมทั้งหลายก็บอกว่าพวกเขาไม่แบ่งแยกเพศ คุณนทีทนไม่ได้ สวนกลับไปว่าไม่จริง หากพวกคุณไม่แบ่งแยกจริง พวกคุณต้องกล้ามายืนฉี่ข้างๆผม เพราะคุณติดภาพว่าชายไม่จริงทั้งหลายจะต้องแอบดูของคนอื่น ซึ่งเป็นการแบ่งแยกที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดแล้ว
คุณสรวงมณฑ์ สิทธิมาน บรรณาธิการนิตยสาร mother&care กล่าวว่าทำไมหนังตลกต้องใช้คำหยาบคายหรือเรื่องเพศด้วย เมื่อก่อนตนดูหนังก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอมีลูกแล้วมุมมองตรงนี้ก้เปลี่ยนไป คุณโดมสุขวงศ์ นักวิชาการที่หอภาพยนตร์ได้ให้ความเห็นว่า คนที่ชอบดูตลกแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี ไปห้ามเขาดูไม่ได้ น่าสนใจที่ว่าไม่ทราบว่าคุณโดมมีลูกหรือไม่ แต่เชื่อเหลือเกินว่า หากเขามีลูกคงไม่เป็นกังวลเหมือนกับคุณสรวงมณฑ์ เพราะคุณโดมเชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ว่าจะสามารถเป็นคนดีได้ แม้จะเสพย์สิ่งเหล่านี้ก็ตาม สังคมจะมีกระบวนการขัดเกลาในตัวของมันเอง เพราะตัวคุณโดมเอง (รวมถึงคุณสรวงมณฑ์ ในความเข้าใจเดียวกัน) ก็เติบโตมาในยุคที่ยังไม่มีการควบคุมเลยเหมือนกัน
สุดท้ายเพื่อนร่วมเสวนาของผม อภิญญา (หนุน) ก็ได้ตั้งข้อสังเกตและถามณภคดล (อิก) ว่า วัฒนธรรมการขำของคนไทยมันเคยเปลี่ยนไปด้วยหรือ (คือไม่ใช้คำหยาบคายและเรื่องเพศ) ได้ยินปุ๊บก็เดาคำตอบได้เลย ผมก็ขำอยู่ในใจ "นั่นสิเนอะ" July 14 ต้องให้จูงเลยรึถนนเส้นหนึ่ง มีโค้งอันตรายมาก เกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ จึงต้องหาป้ายมาปักเตือนไว้หลายจุด หลายเดือนผ่านไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงตัดสินใจรื้อป้ายออกให้หมด แล้วเปลี่ยนวิธีการ...
หลังจากนั้นก็ไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกเลย เพราะคนขับรถระมัดระวังตัวกันอย่างมาก แต่ไม่ได้ระวังว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรอกนะ แต่เพราะ... กลัวขับไปชนศาลบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนทางโค้งนั้นต่างหาก
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...บางเรื่องไม่ใช่ไม่รู้ บอกก็แล้ว เตือนก็แล้วไม่ฟัง จูงเลยดีกว่า June 23 มุมมองที่น่ากลัววันนี้อ่านหนังสือ "ความนำว่าด้วยอุตมรัฐของเพลโต" จนจบ
ส่วนที่อ่านแล้วรู้สึกสะกิดใจจนอยากที่จะพิมพ์เก็บไว้คือการนิยาม "ความยุติธรรม" ในแง่มุมที่ทำให้อึ้งได้ทั้งๆที่วิกฤตในสังคมไทยที่กำลังเกิดอยู่นี้ ก็อาจเป็นเพราะเรานิยามความยุติธรรมไว้เช่นนี้เอง น่าแปลกที่เราก็ไม่เคยได้ถูกสอนเรื่องความยุติธรรมในแง่มุมแบบนี้เลย แล้วมันเกิดขึ้นมารุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไร
หรือนิยามนี้ต่างหากที่เป็นจริง...ลองอ่านกันดู
เรียบเรียงใหม่จากหน้า 65-67
"กรณีของคนเลี้ยงแกะซึ่งเอาใจใส่แกะที่เลี้ยงเป็นอย่างดี มิใช่เพื่อจะให้แกะมีความสุข แต่เพื่อที่ว่าแกะจะได้เหมาะสำหรับรับประทาน คนเลี้ยงแกะมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของแกะหากแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนหรือผลประโยชน์ของนายจ้างอีกทีหนึ่ง ประชาชนก็เปรียบเสมือนฝูงแกะ ที่จะต้องถูกกิน ถูกกดขี่ ถูกตักตวงผลประโยชน์ คนที่ปกครองประชาชนอย่างดีก็มิได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของปวงชน แต่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเอง....
นี่เป็นความจริงที่ว่ามนุษย์เราไม่ได้กลัวการที่คนเราจะกระทำในสิ่งที่ไม่ยุติธรรม หากแต่กลัวการกระทำที่ไม่ยุติธรรมของผู้อื่นว่าจะมากระทบถึงตัวมากกว่า เพราะฉะนั้นการสรรเสริญความยุติธรรมนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือฉากหน้าของความกลัว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือความยุติธรรมนั้นย่อมมีรากฐานอยู่บนความกลัว หากปราศจากความกลัว ความยุติธรรมก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป ความยุติธรรมจึงไม่ได้เป็นคุณธรรมที่แท้จริงอะไร เป็นเพียงความพยายามที่จะประณามการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้ที่แข็งแรงกว่า(มีอำนาจมากกว่า) โดยผู้ที่โง่และอ่อนแอเกินกว่าที่จะกระทำการดังกล่าวได้เองเท่านั้น....
คนโดยทั่วไปล้วนแต่แอบอิจฉาริษยาคนที่ไม่ยุติธรรมแต่ประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น เหตุที่พวกเขาไม่กล้าสรรเสริญความไม่ยุติธรรมอย่างออกนอกหน้า ก็เพราะพวกเขานั้นกลัวจะตกเป็นเหยื่อของความไม่ยุติธรรมนั้นเสียเอง ความกลัวทำให้คนส่วนใหญ่กลายเป็นคนที่ปากไม่ตรงกับใจ ยกย่องสรรเสริญความยุติธรรมราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง ดังนั้นผู้ที่ไม่เชื่อในความยุติธรรมแต่เชื่อในความไม่ยุติธรรม จึงเป็นผู้มองเห็นความจริงและเป็นอิสระแก่ตน มนุษย์แต่ละคนล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรปล่อยตัวให้ไหลไปตามแรงผลักของตัณหา ความขัดแย้งและการเอารัดเอาเปรียบเป็นเรื่องธรรมดาสุดแล้วแต่ว่าใครจะแข็งแรงกว่ากัน...."
June 18 บริษัทของเราไม่ได้สร้างหนังโป๊ จริงจริ๊ง!!!"สาหร่ายเป็นพิษ "เสี่ยเจียง" ฟัน "เอมี่" ไม่ให้โผล่ในหนังแม้แต่ขน"
คงจะคุ้นๆกับประโยคข้างต้น ซึ่งก็คือพาดหัวข่าวดังเรื่องของ เอมี่ โชติรส สุริยะวงศ์ นักแสดงที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่แต่งกายชุดราตรีวาบหวิว ระหว่างเข้าร่วมงานประกาศผลรางวัลสุพรรณหงส์ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 ก.พ. 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งเธอถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างหนักถึงความไม่เหมาะสมในครั้งนี้ บทลงโทษที่เธอได้รับก็คือเธอถูกเสี่ยเจียงหรือ “สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ” ปลดออกจากงานแสดงที่คั่งค้าง และหมดสภาพการเป็นนักแสดงในสังกัดของสหมงคลฟิล์ม โดยให้เหตุผลว่า บริษัทไม่ได้สร้างหนังโป๊ นักแสดงควรจะมีชื่อเสียงจากฝีมือการแสดง ไม่ใช่ดังเพราะแก้ผ้า
แต่ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของสหมงคลฟิล์มที่ชื่อว่า "สวยลากไส้" (Sick Nurse) นั้นกลับมีจุดขายอยู่ที่นักแสดงสาวใจกล้าทั้ง 7 คนที่พร้อมจะเผยเนื้อหนังเพื่อให้เข้ากับ concept ที่ว่า "ภาพยนตร์เซ็กซี่สุดเสียวไส้" ซึ่งคำว่าเสียวไส้ที่ปรากฏขึ้นในหนังนั้นจะมี 2 ความหมาย ความหมายแรกคือหนังเรื่องนี้เป็นหนังผี จึงมีฉากการตายของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างอเนจอนาจเลือดสาดสุดเสียวไส้ ส่วนอีกความหมายหนึ่งก็คือภาพของความเซ็กซี่ที่เสียวซ่านและเสียวไส้ว่าจะเกิดภาพหลุดวับๆแวมๆของนักแสดงออกมาจริงๆ เช่น ฉากล้วงของในร่องอก ฉากนั่งชักโครกโดยมีกางเกงในที่ถอดออกมาแล้วบดบังของสงวนสุดสยิว หรือจะเป็นฉากปลดกระดุม เปลื้องผ้าให้เหลือแต่ชุดชั้นในก็มีให้ดูหมด ผู้ชมจะได้ลุ้นไปตลอดเรื่องว่าดาราสาวที่ถูกใจจะไปได้ไกลถึงขั้นไหน
จนกระทั่งจบภาพยนตร์ก็มีภาพแถมของสาวๆในอารมณ์สบายๆกลางชายหาด ซึ่งล้วนแต่ใส่ทูพีชเน้นซูมภาพของหน้าอกและก้นให้ชมกันเต็มๆตา เลยสงสัยว่าไม่ถ่ายข้างหน้าไปด้วยเลยจะได้ครบสูตรหนังเซ็กซี่เพราะบริษัทนี้ไม่ได้สร้างหนังโป๊เลย จริ๊งจริง!!! พับผ่าเถอะ
ต้องบอกอีกอย่างแม้จะเป็นการโฆษณาก็ตามทีว่า หนังตัวอย่างของสหมงคลฟิล์มเรื่องต่อไปนั้นชื่อว่า "คลิปวิดีโอ" ครับท่าน เป็นหนังผีที่คาดว่าจะได้เจริญรอยตาม concept หนังรุ่นพี่ชัวป้าบ เผลอๆคงจะนึกภาพหนังตัวอย่างกันออกในหัวทันทีกันแล้วมั้ง เพราะชื่อมันออกจะชัด
เห็นหนังเรื่อง "พลอย" ที่เข้าฉายด้วยกัน ยังมีข้อความว่า "หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 แหมๆ แต่สวยลากไส้นี่ดูได้ทุกเพศทุกวัยนะครับ เด็กนั่งดูกันสลอน กลับไปคงอยากหาหนังโป๊ดูต่อที่บ้าน เพราะหนังเซ็กซี่มันยังไม่ถึงใจพอ หรือเกิดมีพวกแก่ๆช็อกคาโรงไปจะทำอย่างไรกัน นี่ถ้าระเบียบรัตน์มันไม่ออกมาโวยหนังเรื่องนี้นะขอให้ ... (เติมกันเองตามความหมั่นไส้) หรือแกอาจจะไม่รู้เรื่องเลยก็ได้ว่ามีหนังเรื่องนี้ เพราะแกไม่เคยท่องโลกไซเบอร์เลยอาจจะตามข่าวไม่ทันก็เป็นได้
ที่น่าคิดที่สุดก็คือความเป็นคนมือถือสากปากถือศีลของเสี่ยเจียง ที่แกรู้อยู่แก่ใจว่าหนังแบบไหนถึงจะขายคนส่วนใหญ่ที่เป็นประเภทเดียวกับแกได้ สงสารแต่น้องนักแสดงทั้ง 7 คนที่พอแก่ตัวไปก็คงจะถูกลืม หรืออยากจะสวยนอกจอก็ไม่ได้เพราะจะถูกเฉดหัวทิ้งแบบรุ่นพี่ที่โดนเชือดไปเรียบร้อย แล้วก็ระวังคลิปหลุดแบบ "เกริลลี่เบอรี่" ที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้นะครับ รู้ว่านักแสดงและทีมงานตั้งใจทำงานด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่ทำไงได้เมื่อของเหล่านี้มันเป็นเงินเป็นทองต่อไปได้อีก ความบริสุทธิ์ที่ว่าก็อาจถูกบดบังให้จางหายไปก้ได้นะครับ
เฮ้อ !! ลืมไปว่าที่นี่ประเทศไทย สังคมมันก็เป็นอย่างงี้มาตั้งนานแล้ว
ปล.เพื่อความมันส์ที่เพิ่มขึ้น ติดตามบทความในสเปชของหนุนควบคู่ไปด้วยนะจ๊ะ ที่ http://silencecry.spaces.live.com/ May 14 สิ่งที่น่ากลัวกว่าความมืดบอดทางปัญญาเรียนแกรมม่าภาษาอังกฤษเพิ่มที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ จารย์เล่าให้ฟังว่าแกเคยจบโทแล้วไปทำงานอยู่ที่กฟผ.4ปี เงินเดือนดีมีโบนัสเพราะแกจบป.โทภาษาอังกฤษ งานของแกคือเขียนจดหมายต่างๆและเย็บหน้าเอกสารเข้าเล่ม แต่แกก็เริ่มคิดว่าการที่แกสามารถเรียงกระดาษได้ชำนาญขึ้นนั้น ไม่คุ้มเพราะเสียเวลาบริหารสมองไป แกจึงมาสมัครเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ เงินเดือนลดลงครึ่งหนึ่ง และก็ไม่มีโบนัสอีกแล้ว แต่ได้บริหารสมองอย่างเข้มข้นทุกวันแทน และตอนที่แกไปต่อป.เอกนั้นแกอายุ 32 แต่เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นอายุ 60 ซึ่งไม่ได้ทำงานแล้ว จึงไม่มีใครแกเกินไปที่จะเรียน
ฟังแกแล้วนึกถึงอริสโตเติล ที่เริ่มคนที่จะจัดกลุ่มของสิ่งต่างๆที่อยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งเขาได้แบ่งสัตว์กับมนุษย์แยกจากกัน เนื่องจากมนุษย์มีเหตุผลและปัญญาที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆที่สัตว์อื่นไม่มี จึงเห็นด้วยกับอาจารย์อย่างยิ่ง เราซึ่งเป็นชนชั้นกลางไทยซึ่งมีโอกาสได้รับการศึกษามากกว่าชนชั้นอื่น น่าจะหาโอกาสเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ และนำความรู้นั้นไปสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่สังคมและโลกให้ได้มากที่สุด อย่าลุ่มหลงไปกับวัตถุมากจนเกิน มีเงินให้พออยู่อย่างไม่ลำบากเดือดร้อน เท่านี้ก็น่าจะใช้ความเป็นมนุษย์ของเราได้คุ้มค่าพอแล้ว
ตอนนี้เริ่มบ้าหนังสือแฮะ โดยเฉพาะหนังสือวิชาการทางปรัชญา สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ เห็นแล้วอยากซื้อเก็บ ถึงแม้ว่าจะเอาไปดอง เพราะอ่านไม่ค่อยทัน แต่ถ้าหากวันใดที่เริ่มรู้สึกว่าปัญญาของเรามืดบอดลง หนังสือเหล่านี้คงเปรียบได้กับเทียน ที่สามารถนำมาจุดเพื่อเรียกความสว่างนั้นกลับคืนมาได้เสมอ และยังสามารถเก็บเทียนเหล่านั้นไว้ให้แก่ผู้อื่นที่อยากได้ความสว่างนี้ในอนาคตอีกด้วย
สุดท้าย ความมืดบอดทางปัญญาอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด จะเห็นได้จากปัญญาสามารถนำไปใช้ในทางที่ผิดได้
เพราะปัญญานั้นคงไม่ได้แปรผันตรงกับหัวใจของเรา เราที่เป็นมนุษย์ เสมอไป
หากเราไร้หัวใจ คงจะเกิดความมืดบอดได้อีกมากมาย เช่นความมืดบอดทางจริธรรม ความมืดบอดทาง ego
ฉะนั้น หมั่นจุดเทียนให้หัวใจ เพื่อที่จะสามารถมองเห็นหัวใจของผู้อื่น เพื่อที่จะได้เข้าใจหัวใจของเค้า
ความเข้าใจกับความสว่าง คงเป็นสิ่งเดียวกัน March 30 ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐคือปวดท้องมากๆตั้งแต่วันเสาร์ที่ 24 เพราะไม่สามารถผายลมได้ ท้องอืดมหาศาล ยังไม่ได้ไปหาหมอ เพราะปกตินอนคืนเดียวก็หาย แต่กลับตลปัตร ปวดจนนอนไม่ได้ถึงเช้า เลยให้พ่อพาไปหาหมอแต่เช้าตรู่
วันที่ 25 ไปหาที่เกษมราษฏร์ใช้สิทธิ 30 บาท ตรวจ 2 นาทีได้ยามากินแล้วยังไม่บรรเทา เลยไปที่คลีนิกแถวบ้าน เขาบอกว่าให้หยุดยาที่เกษมราษฏร์ให้เด๋วนั้นเลย เพราะจะทำให้อาการแย่ลง (ซะงั้น) เปลี่ยนยากลับบ้าน อาการก็ยังไม่ดี แต่ว่าปวดแบบทนไม่ไหวแล้วเลยไปอีกรอบบอกให้เขาตรวจละเอียดเลย
ก็เอ็กสเรย์ เขาบอกว่าในท้องมีแต่ลมอยากเดียวเลย แล้วดูท่ากระเพาะกับลำไส้จะไม่ทำงานแล้ว กินยาอะไรเลยไม่ได้ผล ให้งดอาหารแล้วกินผ่านสายนำเกลือแทน เสร็จแล้วเขาก็บอกว่าจะดูดลมออกโดยการใส่สายผ่านจมูกลงไปถึงกระเพาะแล้วใช้เครื่องดูดเอา โอโห้พะอืดพะอมมากๆ
ใส่อยู่ 6-7 ชั่วโมง ก็ไม่ได้ผล ดูดลมไม่ออก ใช้แรงหมอดูดด้วยหลอดแดยาก็ไม่ออก ออกแต่เศษอาหาร และเลือด! หมอวินิจฉัยเพิ่มว่าเลือดออกในทางเดินอาหารหรือไม่ก็กระเพาะอาหาร
ให้ยาสวนทวารก็แล้ว ก็ไม่ถ่าย จนถึง 4 ทุ่ม หมอบอกว่าเรื่องลมมันหายเองได้ ลองกลับไปนอนให้สนิทแล้วดูอาการ ถ้าดีขึ้นให้ไปหาเขา เขาจะดูอาการปวดท้องต่อให้ ไม่ต้องค้างจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผลก็คือ ไม่ได้นอนเป็นวันที่ 2 ไม่ดีขึ้นเลย
วันที่ 26 ไปศิริราชตั้งแต่ 7 โมงเช้า กว่าจะได้ตรวจรอบแรก 9 โมงครึ่ง ระหว่างรอนี่ก็ปวดสุดๆ กระหายน้ำมากแต่ก็กินไม่ได้ หมอเห็นเอ็กสเรย์แล้วตกใจ ให้เข้าห้องตรวจแล้วสวนตูดค่า ใส้ถุงมือแล้วยัดนิ้วเข้าไปสุดเลย แล้วหมก็บอกว่าให้ไปที่แผนกศัลยศาสตร์ต่อ หึๆ เริ่มวิตกว่าจะไม่ธรรมดาซะแล้ว
มาถึงแผนก กว่าจะได้ตรวจ บ่าย 2 ในใจคิด ทำไงก็ได้ เอาลมออกไปซะทีเฮอะ จะตายแล้น หมอสวนตูดอีกรอบคราวนี้วินิจฉัยว่า ลำไส้ใหญ่อาจบิด ทำให้ถ่ายไม่ได้ มักเป็นอาการของผู้สูงอายุ น่าแปลกที่หนุ่มๆอย่างฉานจะเป็นได้ ต้องรักษาด้วยวิธีส่องกล้อง(อะไรหว่า) แต่นี่ 3 วันแล้ว ถ้าส่องกล้องไม่หายคงต้องผ่าตัด (กรี๊ด)
บ่าย 3 เข้าห้องส่องกล้องทันที ก่อนส่องเขาให้ไปสวนท่อปัสสาวะ คือไรครับพี่น้อง มันคือการยัดท่อเข้าไปในจู่ของเรานั่นเอง คุณผู้ชายนึกภาพตามนะครับว่า ใช้สายขนาดเท่าหลอดดูดน้ำเซเว่น ยัดเข้าไปในรูเล็กๆตรงแท่งของเรา (ที่ต้องบรรยายให้เห็นภาพจะได้สยองเข้าไว้ เพื่อยืนยันว่า การไม่มีโรคนั้นประเสริฐเพียงใด) ยัดเข้าไปเกือบครึ่งคืบ เพื่อให้เราฉี่ลงถุงเองอัตโนมัติ ขอบอกว่าเจ็บจนอยากจะจ๊ากออกมาดังๆ
ไปถึงเตียงส่งอกล้อง คือเอากล้องยัดเข้าไปทางตูด แล้วฉายออกมอนิเตอร์ โดยปกติจะให้ดมยาสลบ แต่แพงนะ แล้วเขาว่าของผมไม่ลึก ไม่ต้องใช้ สวนสดๆ เห็นลำไส้ตัวเองชัดแจ๋ว เข่าจะพูดบอกระยะที่ยัดเข้าไปตลอดเวลา ที่ว่าไม่ลึกของผม เขาว่ายัดเข้าไปกว่า 90 (ไม่รู้ว่าหน่วยเป็นอะไรเหมือนกัน เป็นมิลหรือเซ็นอ่ะป่าว แต่ลำไส้เราย้าวยาวนะ ไม่อยากจะคิด) แต่สวนเส็ดดูดออกไปหมด หมดความทรมานซะที
เสร็จตอน 4 โมง หมอบอกว่าลำไส้ไม่ได้บิด แค่อักเสบ (แต่ก็ไม่น่าเป็นในคนวัยนี้อยู่ดี) ให้นอนดูอาการ งดน้ำงดอาหารต่อ นำหนักลดไป 4 โล แต่คงได้นอนซะที ตอนนี้ที่เจ็บปวดกลับกลายเป็นน้องหนูแทน ขยับนิด จึ้กเมื่อนั้น โอเค จะนอนตั้งแต่ 2 ทุ่มเลยแล้วกัน แต่นอนไม่สนิทนัก ก็มันเจ็บอ่ะ แล้วคุณพยายบาล ก็มาตรวจความดันกะอุณหภูมิทุก 2 ชั่วโมง แถมเริ่มมีอาการอยากถ่าย ก็ต้องกระเตงสายน้ำเกลือกะถึงฉี่ของเราไปเข้าส้วมด้วย ลำบากเจง แต่ถ่ายยังไม่เป็นปกตินะ
วันที่ 27 ตรวจฉี่แล้วดีขึ้น เลยเอาที่สวนจู๋ออกได้ ตอนสายๆ วิธีก็คือ อัดยาฉาผ่านท่อนั้นแหละลงไป จะมีอาการเสียว คนที่เอาออกบอกว่าแล้วแต่คนว่าเสียวมากเสียวน้อย ดีว่าฉานเสียวน้อย แล้วดึงออกตรงๆ ตอนดึงออกก็เจ็บอีก หลังจากดึงออก เวลาฉี่เองจะแสบมากๆ เริ่มถ่ายออก เก็บขี้ตรวจ อาการดีขึ้น ได้กินข้าวแล้น
วันที่ 28 อาการเป็นปกติสุดๆ เหมือนหายแล้วอ่ะ แต่หมอยังไม่ปล่อย ก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาถึง 29 จึงถูกปล่อยตัว 2 วันนี้น่าเบื่อมากๆ ไม่มีไรทำเลย เป็นการขาดอิสรภาพในลักษณะหนึ่ง วัยอย่างเราที่อยากจะทำอะไรตั้งมากมาย แต่ไม่ได้ทำไรเลย 2 วันแย่ๆ แถมศิริราชเป็นที่ฝึกของนักเรียนหมอ เราเหมือนถูกทำการทดลองอยู่ เป็นวัตถุในการศึกษายังไงอย่างนั้น เหอๆ
ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นประสบการณ์ เพื่อที่จะบอกว่า ดูแลสุขภาพตัวเองซะนะ ไม่มีโรคน่ะดีที่สุด (หลังจากนี้ก็รอสาเหตุจากหมอว่า เหตุใดจึงเป็นลำไส้อักเสบ) March 02 ความฝัน เมื่อวันวานช่วงนี้ข่าวของนพ.ประกิตเผ่า อาจารย์กวดวิชาชื่อดังจากสถาบันแอปพลสยฟิสิกส์ว่ามีอาการป่วยทางจิตจริงหรือไม่นั้นขึ้นหน้า 1 ในหนังสือพิมพ์ทุกวัน ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังประเภทเดียวกับ flight plan ยังไงอย่างนั้น เนื้อเรื่องคร่าวๆก็คือนางเอกพาลูกขึ้นเครื่องบินแล้วเด็กหายตัวไปบนเครื่อง นางเอกเรียกร้องให้ช่วยกันหาเด็กแต่ว่าด้วยความที่เอมีประวัติว่าเคยมีอาการป่วยทางจิตจึงไม่มีใครเชื่อเธอ เธอจะป่วยจริงหรือไม่นั้น ต้องติดตามเอาเอง เป็นหนังดีที่น่าดูอีกเรื่องนะครับ
แกจะป่วยจริงหรือไม่ผมไม่รู้หรอก แต่ข้ออ้างของแม่ว่าจะทำร้ายลูกได้ลงคอได้อย่างไรก็ไม่เกี่ยวกันซักกะติ๊ด ความสัมพันธ์ทางสายเลือดอย่างเดียวมันไม่ได้สวยหรูขนาดนั้นหรอก หากปราศจากความรัก แต่พวกผู้ปกครอง นักศึกษาหรือคนแถวสถาบันกวดจะมาบอกว่าเขาไม่ป่วยนี่ก็ไม่ได้เรื่องอีกอ่ะ เห็นหมอเพียงผิวเผินเองนี่นา นี่เขาเรียกว่าความรักบังตาได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าค่อยๆติดตามข่าวสารกันไปก้แล้วกัน อย่าพึ่งรีบฟันธงกันไปล่ะ
มีอีกประเด็นที่พอพุดถึงหมอเผ่าขึ้นมาแล้วฉุกคิดขึ้นก็คือ เสียดายความรู้ความสามารถเนอะ จบถึงระดับด็อกเตอร์น่าจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้มากกว่าเพียงแค่ขายฝันให้เด็กกับผู้ปกครองทั้งที่เป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น
มีเยอะแยะ เอ็นต์ติด แล้วทิ้งความฝันไป ทั้งซิ่ว ทั้งรีทาย
ต่อให้เรียนจบแล้วเป็นแบบนี้ เช่น จบวิศวะไปขายแอมเวย์ จบหมอไปสอนฟิสิกส์ระดับม.ปลาย จบสังคมสงเคราะห์ไปเปิดธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น (ตัวอย่างเหล่านี้จากประสบการณ์ตรง) ถ้าฝันอยากจะหาเงินให้ได้มากๆ อยากเปิดธุรกิจ ก็คงไปเรียนบริหาร ไปเรียนการจัดการกันหมดแล้วสิ
แสดงว่าความฝันอันเดิมหายไปเสียแล้ว
แล้วเราที่เรียนอัการศาสตร์ล่ะ จบไปจะทำอะไรกันดี
ความฝันของคุณหายไปหรือยัง ?
(คงจะยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้เรียนอย่างที่ตนเองฝัน แต่ก็อย่าลืมมันแล้วกันนะ ^_^) October 31 ช่วงที่ผ่านมาพึ่งกลับมาจากหมู่ 8 ดอนยายหอมได้หนึ่งวัน ตัวดำเหมือนเคย แต่ไปครั้งนี้สบายกว่ามากเพราะโจทย์ง่ายกว่าเดิมมาก จากเดิมต้องหาข้อมูลพื้นฐานเกือบ 200 หลัง กลายเป็นหาบ้านเลี้ยงวัวแค่ 30 หลัง อีกทั้งเข้ามารอบ 2 ก็ผ่านการปรับตัวมาแล้วเลยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วกว่าคราวที่แล้วเยอะ แต่ก็ยังเสียดายเวลา 10 วันที่ผ่านไปนั้นอยู่ดีเพราะเอาไปทำอย่างอื่นได้ตั้งเยอะ พอชั่งน้ำหนักดูก็อาจจะไม่คุ้มกับประสบการณ์ที่ได้รับ แต่มันก็ไม่ได้เรียกว่าสูญเปล่าหรอก อย่างน้อยเวลาที่ลงภาคสนามก็ได้ใช้เวลากับเพื่อนในเอกเต็มที่ที่สุดแล้ว พอเปิดเทอม(รวมทั้งเมื่อเรียนจบไปแล้ว)ทุกคนก็มีเวลาของตนเองที่ต้องไปเติมเต็ม แต่ความทรงจำตรงนี้คงไม่ถูกเบียดออกไปจนหมดหรอก เพราะหากไม่มีมัน ก็เวลาชีวิตของเราคงจะไม่เต็มแหงๆ
เกรดออกมาแล้วยังคงเหมือนเดิมทุกเทอมคือ ตัวที่หวังมันไม่ได้อย่างหวังแฮะ แต่ตัวที่ทำใจไว้แล้วหรือไม่ได้ใส่ความหวังลงไปมันกลับดีซะงั้น ช่วงนี้ยิ่งหวังมากๆอยู่เพราะ เฉลี่ยที่ 2.96 แล้วอ่ะ กะว่าจะขึ้นถึง 3.00 ให้ได้ในเทอมนี้ เทอมหน้าจะได้ชิลๆ คงต้องลุ้นกันตัวโก่งกว่าเกรดจะออกครบ เพราะดันเหลือปรัชญาอีก 3 ตัวยังต้องทำรายงานส่งอีก แถมมีเวลาแค่ 2 อาทิตย์ เสียวฉิบเป๋ง ปกติทำปิดเทอมละ 1 เล่มเองแต่เทอมนี้สดไปหน่อยอยากเรียนเพื่อความรู้หลายตัว ความรู้หน่ะได้ แต่เกรดจะได้หรือเปล่ามันอีกเรื่องหนึ่ง เฮ้อคิดแล้วก็เป็นทุกข์ ปิดเทอมสุดท้ายที่ควรจะรีบหาความสุขก็ไม่เหลือซะแล้ว ฮือๆ (แต่เทอมหน้าลงปรัชญาไปแล้ว 5 ตัว ยังไม่เข็ดเหอๆ)
เช่นเดียวกับวิชาโปรเจคของอ.สุวิดาก็ได้ความรู้มามากมายเลย ได้ประสบการณ์ด้วยนะ แต่อ.ตัดเกรดที่ข้อสอบมากไปหน่อยเกรดเลยตกฮวบเลย หวังเอดันได้ซีบวก มันก็แฟร์นะในความรู้สึก เพราะเกณฑ์การให้คะแนนของแกมันชัดเจนตั้งแต่เอ๊าท์ลายแล้ว เพียงแต่ผิดหวังที่ตัวเองเขียนแย่ และก็รู้สึกว่าวิชานี้มันเน้นปฏิบัติมากๆแต่สัดส่วนการเขียนข้อสอบมันดันสูงไปหน่อย ยังแฟร์กว่าไอ้นุ่นที่โดนตัดเกรดวิจัยบีบวก เพราะดันโดดเรียนบ่อยซะอีก นั่นแกเห็นความสำคัญกับการเข้าห้องเรียนมากไปนิ๊ดนึง โดนแบบไอ้นุ่นนี้น่าเจ็บใจกว่าเยอะ ดีอย่างจะได้รู้ว่าปัญหาการเขียนของฉานมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วต้องรีบแก้ไข ส่วนเกรดก็ดิ้นรนอีกซักเทอมไม่เป็นไรหรอก ชีวิตหลังจากจบคงต้องดิ้นรนกว่านี้อีกเยอะ แค่นี้จิ๊บๆ
เออ เทอมหน้าฉานจะขึ้น sma ครั้งสุดท้ายแล้ว มาวิจารณ์กันหน่อยก็แล้วกันนะเพื่อนๆ August 27 เผื่อใครมาอ่านจะได้รู้ว่าจุดยืนของผมอยู่ตรงไหนผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นว่าเรื่องของการขึ้นค่าเทอมและคณบดีควรต้องมองควบคู่กันไป เนื่องจากคณบดีก็ไม่สามารถตอบคำถามในที่ประชุมวันพุธที่ 16 ส.ค.(ซึ่งผมฟังด้วยตนเอง) และวันจันทร์ที่ 21 (เพื่อนผมฟังจากเทปการประชุมแล้วมาพูดให้ฟัง) มันทำให้ผมรู้สึกถึงความไม่โปร่งใส การลาออกแล้วให้สภาพิจารณานั้นผมจึงเห็นว่าเป็นการเลี่ยงที่จะตอบคำถามหรือทำประชาพิจารณ์ และการที่สภาตีเรื่องกลับมาที่คณะแล้วครั้งหนึ่ง สภาเองอาจเข้าใจผิดว่าคณะได้คุยกันแล้วก็เป็นได้ นักศึกษากลุ่มหนึ่งจึงล่ารายชื่อเพื่อชี้แจงว่ายังมีประชาคมกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยอยู่ และการที่คณบดีลาออกนั้นไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นได้อีก เพราะยังไม่มีใครยอมเป็นคณบดีแทน และผมเกรงว่าหากเรื่องค่าเทอมนี้จบเมื่อไร ก็จะกลายเป็นว่าเรื่องทุกอย่างจบ ไม่ใช่นะครับ เพราะคณบดีก็ยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ได้อยู่ดี ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เองที่ผมอยากให้ท่านถูกตั้งคำถามและชี้แจงให้ได้เพื่อความบริสุทธิ์ของตัวท่านเอง ส่วนอาจารย์บุญส่งท่านพูดจากข้อมูลที่เป็นคำบอกเล่าครับ ซึ่งมันใช้เป็นหลักฐานได้ลำบาก ผมจึงถือว่าคำพูดของท่านขาดน้ำหนักตรงจุดนี้ ขนาดอาจารย์ที่ต้องการจะตีเหตุผลของคณบดียังเข้าถึงหลักฐานหรือข้อมูลเชิงประจักษ์ได้อย่างยากลำบาก ทั้งที่รู้ว่าคำพูดของตนจะขาดน้ำหนักก็มีอยู่ 2 ทางคือหาไม่ได้กับไม่มีให้หาซึ่งผมไม่สามารถแสดงความเห็นตรงจุดนี้ได้เพราะไม่มีข้อมูล ฉะนั้นเรานักศึกษาก็ยากที่เคลื่อนไหวครับ ส่วนวิธีการยื่นเรื่องให้ท่านนายกสภานั้น ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยนะครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นการกำกับของอาจารย์ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษเอง ความเป็นนักศึกษาวิธีการมันควรที่จะ "ใส" กว่านี้ ซึ่งวิธีการนี้ผมไม่รู้มาก่อน ส่วนอิกคิดว่ามันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจึงไม่ทันได้ตั้งข้อสังเกตกับวิธีการนี้ ตรงนี้ผมก็ต่างจากอิกนะครับ เพราะอิกเน้นที่ค่าเทอมอย่างเดียว แต่ก็ยังมีจุดยืนเดียวกันคือไม่ได้มองคณะผู้บริหารว่าเป็นศัตรู แต่เพราะมีเหตุดังนี้จึงเกิดข้อสงสัยเท่านั้นเองครับ August 17 เตือนความจำเรื่องการชี้แจงขึ้นค่าเทอมของคณบดีเมื่อวานมีการชี้แจงของคณบดีเรื่องขึ้นค่าเทอม ซึ่งเรื่องนี้ได้ยินมาจากเพื่อนอิกก่อน แต่เพิ่งรู้ว่ามีการชี้แจงก็ในวันนั้นเลย เพราะคนอ.ทำประชาสัมพันธ์ติดหน้าตึก 50 ปี แค่ใบเดียว เพราะผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับน้องของเราโดยตรงน่าจะให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์มากๆ แต่ก็อย่างว่าคนอ.ยังเข้าฟังไม่ครบทุกคนเลย (นี่แค่ทัศนะ เพราะก็รู้ว่าเป็นความสนใจส่วนบุคคล หรืออาจไม่ว่างในช่วงเวลานั้นพอดี) ได้ยินข่าวลือว่าเคยมีประกาศเรื่องนี้ติดไว้ก่อนหน้าแต่โดนแออกเนี่ยสิแย่ เพราะทำให้คนรู้เรื่องนี้น้อยมาก ที่ขึ้นไปฟังวันนั้นส่วนหนึ่งมีเอกอิ๊งของคาบจารย์ภัคที่แกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จนงดคลาสให้ และอีกส่วนหนึ่งมาจากคนที่ไปฟังคุยคุ้ยแม้ว 2 แล้วอาจารย์เอมอรเชิญชวนขึ้นไปฟัง (แต่เด็กจะเห็นอย่างนั้นไหมคนละประเด็น) จึงทำให้รู้สึกว่าทางคณะผู้บริหารไม่จริงใจในการประชาสัมพันธ์ นั่นเรื่องหนึ่ง ผมขอสรุปสิ่งที่ได้เมื่อวานในแบบของผมบ้างนะครับ
1.คณบดีไม่ชี้แจงเรื่องของงบประมาณอุดหนุนของรัฐ ว่าเหลือเท่าไรแล้วเอาไปไว้ตรงส่วนไหนบ้าง ทั้งๆที่เงินคณะกลับมีเอกสารมาชี้แจง เข้าใจว่าจะไปชี้แจงในที่ประชุมคณาจารย์เอง
2.ผู้บริหารไม่เคยคิดที่จะทำประชาพิจารณ์ แต่ทึกทักเอาเองว่าสิ่งเหล่านี้ดีก็ทำให้เลย เช่นที่พักของอาจารย์ โปรแกรมเทลมีมอ หรือลานทรงพลใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจปนอยู่ในการประเมินผลจากภายนอกด้วยก็ได้ เข้าใจครับว่าแก้ยาก แต่ประชาพิจารณ์ไม่ได้หมายความแต่ว่าคุณจะเอาตามเราหรือไม่ แต่สามารถที่จะระดมความคิดเพื่อหาทางออกในรูปแบบอื่นได้ด้วยนะครับ เกิดประชาคมบอกว่าไม่เอาร่วมกันหมดก็จะเกิดเป็นพลังที่จะต่อต้านร่วมกับอาจารย์แมวได้ไม่ใช่หรือครับ
3.สำคัญที่สุดที่พยายามถูกทำให้หายไปคือส่วนที่อ.เอมอรท่านว่าเรื่องนี้เคยผ่านไปถึงสภามหาวิทยาลัยแล้วซึ่งหากไม่ได้มีการตีกลับไปพิจารณาใหม่ การประชุมเมื่อวานนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งคณบดีก็พูดเองนะครับว่า รู้ว่าหากเรื่องนี้มีผลบังคับใช้ก็รับรองว่ามีปัญหาแน่ๆ ซึ่งท่านรู้อยู่แกใจแต่ท่านไม่คิดถามประชาคมแต่แรกล่ะครับ ท่านรู้อยู่ว่าระบบบอร์ดคณะมันยังไม่สามารถสื่อสารให้อาจารย์ทั้งคณะได้รับทราบ แต่ท่านก็ไม่แก้ไขแล้วจะให้มองว่าไม่ตุกติกได้อย่างไร แต่ท่านกลับบอกว่าอย่าพูดเรื่องเก่ามันทำให้เสียกำลังใจ ท่านกำลังจะบอกว่าคนที่ทำผิดไม่สมควรได้รับการต่อว่าหรือครับ โอเคคุณกลับใจจะมาถามประชาคม แต่แค่คำว่ายอมรับผิดยังไม่ออกมาจากปากของคุณ อีกทั้งท่านพูดนักหนาว่าคณะเรามีความหลากหลายแล้วท่านพูดขึ้นมาทำไมว่าแล้วแต่ความศรัทธาในตัวอาจารย์ของนักศึกษาแต่ละคน ท่านทำผิดไม่พอเอาดีเข้าตัวไม่พอยังพูดให้อ.เอมอรกลายเป็นผู้ร้ายไปอีกด้วยนะครับ อ.สุวิดาที่พยายามจะไกล่เกลี่ยไม่ให้พูดเรื่องเก่านี่ผมก็ไม่เห็นด้วยเลย
ต่อไปเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยที่พบนะครับ
-บอกว่าการประเมินผลในด้านต่างๆไม่ควรวัดในแบบตัวเลข แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้ตัวเลขในการชี้วัดเช่นจำนวนแอร์ในแต่ละห้อง
-กริยาที่น้องเจ็กแสดงออกนั้นไม่สมควรจริงๆครับ ควรพูดด้วยเหตุผลจะทำให้เราดูน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ให้เขาหาช่องให้เรากลายเป็นผู้ร้ายได้
-ถามว่าจะใช้เกณฑ์อะไรในการวัดว่าเรื่องไหนควรทำประชาพิจารณ์ ผมยังคิดไม่ออกหรอกครับ แต่ถ้ามีกำลังก็ควรจะทำทุกเรื่องต่อผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ใช่หรือครับ หรือไม่ก็เอาเงินไปจัดตั้งสำนักโพลคณะอักษรซะเลย ข้อดีก็คือสามารถฝึกนักศึกษาให้มีทักษะและแบ่งเบาภาระผู้บริหารที่ต้องมานั่งทำเอง
-ศูนย์เซลเป็นประเด็นที่น่าถก การลงเทลมีมอทุกเครื่องนั้นผมถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะพอลงแล้วนักศึกษาไม่ใช้ก็มาโทษนักศึกษา นักศึกษาต้องการที่จะให้เพิ่มจำนวนเครื่องก็เนื่องจากไม่เพียงพอกับจำนวนนักศึกษา และจุดนี้ถือเป็นสวัสดิการที่นักศึกษาพึงได้รับเพราะจ่ายค่าบำรุงคอมทุกเทอม โปรแกรมที่นักศึกษาต้องการก็เป็นโปรแกรมพื้นฐาน (ดูงานวิจัยของเอกสังคมรุ่น 35 ได้) ไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาแต่ถ้ามันยังไม่จำเป็น เราก็ควรเก็บมันเทลมีมอไว้ในรูปแบบของตัวเงินก่อนไม่ดีกว่าหรือ จะได้เอาไว้หมุนเพื่อพัฒนาในส่วนที่จำเป็นและเร่งด่วนกว่า จะได้ไม่ต้องเก็บเงินจากนักศึกษารุ่นหน้ามากนัก
-คณะคงมีเงินจากดอกเบี้ยธนาคารบ้างแหละนะ น่าจะนำมันมาชี้แจงด้วยนะครับ
-ตอนแรกได้ข่าวว่าคณบดีจะชี้แจงที่ห้องประชุมเทพยสุวรรณ แต่ก็เปลี่ยนภายในวันชี้แจงเป็นห้องประชุมที่มีขนาดเล็กกว่ามาก ทำให้คิดไปได้ว่าถึงอย่างไรก็ประชาสัมพันธ์ไว้เพียงน้อยนิด นักศึกษาคงเข้าไม่มาก แสดงว่าคุณไม่คิดจะชี้แจงต่อหน้าคนกลุ่มใหญ่ๆแต่แรกอย่างนั้นหรือ July 08 ความโชคดีที่บังเอิญหล่นทับวันนี้หนุนบ่นให้ฟังเกี่ยวกับความรู้สึกที่ว่ากำลังเรียนในสิ่งที่ตนเรียนได้แต่ไม่ชอบเรียน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อหาวิชาเพื่อนที่เรียนด้วยกันหรืออาจารย์ผู้สอน แต่ก็ไม่ใช่หนทางของมันแน่ๆ ซึ่งมันก็สายไปเสียแล้ว และก็น่าเสียดายที่หนุนมีปัจจัยจากผู้อื่นในการเลือกเอก-โทเยอะเหลือเกิน ไม่เป็นไรนะชีวิตหลังจากนี้หนุนน่าจะได้เดินตามทางที่ตนเองคิดได้เสียที อย่างน้อยก็มีผมสนับสนุนหนึ่งคนล่ะนะ
ด้วยเหตุนี้ผมเลยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่มีปัจจัยที่ว่ามากำหนด ทำให้ไม่มีสิ่งใดมากดดันการตัดสินใจของเรา อีกทั้งการที่ได้มาอยู่เอกนี้โดยบังเอิญ (เพราะเข้าญี่ปุ่นไม่ได้) ก็น่าจะเป็นสิ่งที่โชคดีสุดๆ เพราะผมเชื่อว่าคงจะไม่คิดมีใครจะลองค้นหาประสบการณ์จากเอกนี้เองแต่แรกซักเท่าไร รวมทั้งตัวผมเอง แต่โชคดันพามาอยู่ซะงั้น แต่ก็ได้พบกับสิ่งที่ตนเองต้องการจะเรียน เนื้อหาที่เปิดกว้างทางความคิด สมาชิกในเอกทั้งอาจารย์ พี่ เพื่อน น้องๆ ที่เปิดกว้างไม่แพ้กัน
สิ่งสำคัญคงจะเป็นเพื่อนในเอกนี่แหละที่ไม่นึกว่าจะสนิทกันได้ขนาดนี้
ขอบคุณเจ๊ๆทั้งหลายที่เข้าใจและไว้ใจนะจ๊ะ
ขอบคุณเอกที่ไม่ทำให้ผมเป็นไข่แดงก้อนเดียว
ขอบคุณสะใภ้เอกด้วยนะที่มีส่วนในการตัดสินใจครั้งนั้น (ทำไมเธอไม่ตัดสินใจให้ตัวเองบ้างฮึ)
ขอบคุณที่บ้านที่ไม่ไซโค จะพยายามหาเงินให้ไม่แพ้เอกญี่ปุ่นก็แล้วกัน
พิมพ์แค่นี้ครึ่งชั่วโมงแล้ว ไปดีก่า
เออ...ไม่ขอบคุณไม่ได้เลยนะ...ความโชคดี June 24 ชีวิตแบบนี้ดีนะ...แต่คงจะเหนื่อย...มากๆผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่ เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครั้งนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง May 15 จุดเริ่มต้นเห็นบล็อคคนอื่นเป็นครั้งแรก โดยพี่แนน อยากมีเก็บไว้บ้างแต่ทำไม่เป็น คงจะค่อยๆเพิ่มรายละเอียดลงไป จะพยายามแล้วกันนะ |
|
|