Visit's profilekappathaiPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 30 ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐคือปวดท้องมากๆตั้งแต่วันเสาร์ที่ 24 เพราะไม่สามารถผายลมได้ ท้องอืดมหาศาล ยังไม่ได้ไปหาหมอ เพราะปกตินอนคืนเดียวก็หาย แต่กลับตลปัตร ปวดจนนอนไม่ได้ถึงเช้า เลยให้พ่อพาไปหาหมอแต่เช้าตรู่
วันที่ 25 ไปหาที่เกษมราษฏร์ใช้สิทธิ 30 บาท ตรวจ 2 นาทีได้ยามากินแล้วยังไม่บรรเทา เลยไปที่คลีนิกแถวบ้าน เขาบอกว่าให้หยุดยาที่เกษมราษฏร์ให้เด๋วนั้นเลย เพราะจะทำให้อาการแย่ลง (ซะงั้น) เปลี่ยนยากลับบ้าน อาการก็ยังไม่ดี แต่ว่าปวดแบบทนไม่ไหวแล้วเลยไปอีกรอบบอกให้เขาตรวจละเอียดเลย
ก็เอ็กสเรย์ เขาบอกว่าในท้องมีแต่ลมอยากเดียวเลย แล้วดูท่ากระเพาะกับลำไส้จะไม่ทำงานแล้ว กินยาอะไรเลยไม่ได้ผล ให้งดอาหารแล้วกินผ่านสายนำเกลือแทน เสร็จแล้วเขาก็บอกว่าจะดูดลมออกโดยการใส่สายผ่านจมูกลงไปถึงกระเพาะแล้วใช้เครื่องดูดเอา โอโห้พะอืดพะอมมากๆ
ใส่อยู่ 6-7 ชั่วโมง ก็ไม่ได้ผล ดูดลมไม่ออก ใช้แรงหมอดูดด้วยหลอดแดยาก็ไม่ออก ออกแต่เศษอาหาร และเลือด! หมอวินิจฉัยเพิ่มว่าเลือดออกในทางเดินอาหารหรือไม่ก็กระเพาะอาหาร
ให้ยาสวนทวารก็แล้ว ก็ไม่ถ่าย จนถึง 4 ทุ่ม หมอบอกว่าเรื่องลมมันหายเองได้ ลองกลับไปนอนให้สนิทแล้วดูอาการ ถ้าดีขึ้นให้ไปหาเขา เขาจะดูอาการปวดท้องต่อให้ ไม่ต้องค้างจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผลก็คือ ไม่ได้นอนเป็นวันที่ 2 ไม่ดีขึ้นเลย
วันที่ 26 ไปศิริราชตั้งแต่ 7 โมงเช้า กว่าจะได้ตรวจรอบแรก 9 โมงครึ่ง ระหว่างรอนี่ก็ปวดสุดๆ กระหายน้ำมากแต่ก็กินไม่ได้ หมอเห็นเอ็กสเรย์แล้วตกใจ ให้เข้าห้องตรวจแล้วสวนตูดค่า ใส้ถุงมือแล้วยัดนิ้วเข้าไปสุดเลย แล้วหมก็บอกว่าให้ไปที่แผนกศัลยศาสตร์ต่อ หึๆ เริ่มวิตกว่าจะไม่ธรรมดาซะแล้ว
มาถึงแผนก กว่าจะได้ตรวจ บ่าย 2 ในใจคิด ทำไงก็ได้ เอาลมออกไปซะทีเฮอะ จะตายแล้น หมอสวนตูดอีกรอบคราวนี้วินิจฉัยว่า ลำไส้ใหญ่อาจบิด ทำให้ถ่ายไม่ได้ มักเป็นอาการของผู้สูงอายุ น่าแปลกที่หนุ่มๆอย่างฉานจะเป็นได้ ต้องรักษาด้วยวิธีส่องกล้อง(อะไรหว่า) แต่นี่ 3 วันแล้ว ถ้าส่องกล้องไม่หายคงต้องผ่าตัด (กรี๊ด)
บ่าย 3 เข้าห้องส่องกล้องทันที ก่อนส่องเขาให้ไปสวนท่อปัสสาวะ คือไรครับพี่น้อง มันคือการยัดท่อเข้าไปในจู่ของเรานั่นเอง คุณผู้ชายนึกภาพตามนะครับว่า ใช้สายขนาดเท่าหลอดดูดน้ำเซเว่น ยัดเข้าไปในรูเล็กๆตรงแท่งของเรา (ที่ต้องบรรยายให้เห็นภาพจะได้สยองเข้าไว้ เพื่อยืนยันว่า การไม่มีโรคนั้นประเสริฐเพียงใด) ยัดเข้าไปเกือบครึ่งคืบ เพื่อให้เราฉี่ลงถุงเองอัตโนมัติ ขอบอกว่าเจ็บจนอยากจะจ๊ากออกมาดังๆ
ไปถึงเตียงส่งอกล้อง คือเอากล้องยัดเข้าไปทางตูด แล้วฉายออกมอนิเตอร์ โดยปกติจะให้ดมยาสลบ แต่แพงนะ แล้วเขาว่าของผมไม่ลึก ไม่ต้องใช้ สวนสดๆ เห็นลำไส้ตัวเองชัดแจ๋ว เข่าจะพูดบอกระยะที่ยัดเข้าไปตลอดเวลา ที่ว่าไม่ลึกของผม เขาว่ายัดเข้าไปกว่า 90 (ไม่รู้ว่าหน่วยเป็นอะไรเหมือนกัน เป็นมิลหรือเซ็นอ่ะป่าว แต่ลำไส้เราย้าวยาวนะ ไม่อยากจะคิด) แต่สวนเส็ดดูดออกไปหมด หมดความทรมานซะที
เสร็จตอน 4 โมง หมอบอกว่าลำไส้ไม่ได้บิด แค่อักเสบ (แต่ก็ไม่น่าเป็นในคนวัยนี้อยู่ดี) ให้นอนดูอาการ งดน้ำงดอาหารต่อ นำหนักลดไป 4 โล แต่คงได้นอนซะที ตอนนี้ที่เจ็บปวดกลับกลายเป็นน้องหนูแทน ขยับนิด จึ้กเมื่อนั้น โอเค จะนอนตั้งแต่ 2 ทุ่มเลยแล้วกัน แต่นอนไม่สนิทนัก ก็มันเจ็บอ่ะ แล้วคุณพยายบาล ก็มาตรวจความดันกะอุณหภูมิทุก 2 ชั่วโมง แถมเริ่มมีอาการอยากถ่าย ก็ต้องกระเตงสายน้ำเกลือกะถึงฉี่ของเราไปเข้าส้วมด้วย ลำบากเจง แต่ถ่ายยังไม่เป็นปกตินะ
วันที่ 27 ตรวจฉี่แล้วดีขึ้น เลยเอาที่สวนจู๋ออกได้ ตอนสายๆ วิธีก็คือ อัดยาฉาผ่านท่อนั้นแหละลงไป จะมีอาการเสียว คนที่เอาออกบอกว่าแล้วแต่คนว่าเสียวมากเสียวน้อย ดีว่าฉานเสียวน้อย แล้วดึงออกตรงๆ ตอนดึงออกก็เจ็บอีก หลังจากดึงออก เวลาฉี่เองจะแสบมากๆ เริ่มถ่ายออก เก็บขี้ตรวจ อาการดีขึ้น ได้กินข้าวแล้น
วันที่ 28 อาการเป็นปกติสุดๆ เหมือนหายแล้วอ่ะ แต่หมอยังไม่ปล่อย ก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาถึง 29 จึงถูกปล่อยตัว 2 วันนี้น่าเบื่อมากๆ ไม่มีไรทำเลย เป็นการขาดอิสรภาพในลักษณะหนึ่ง วัยอย่างเราที่อยากจะทำอะไรตั้งมากมาย แต่ไม่ได้ทำไรเลย 2 วันแย่ๆ แถมศิริราชเป็นที่ฝึกของนักเรียนหมอ เราเหมือนถูกทำการทดลองอยู่ เป็นวัตถุในการศึกษายังไงอย่างนั้น เหอๆ
ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นประสบการณ์ เพื่อที่จะบอกว่า ดูแลสุขภาพตัวเองซะนะ ไม่มีโรคน่ะดีที่สุด (หลังจากนี้ก็รอสาเหตุจากหมอว่า เหตุใดจึงเป็นลำไส้อักเสบ) March 02 ความฝัน เมื่อวันวานช่วงนี้ข่าวของนพ.ประกิตเผ่า อาจารย์กวดวิชาชื่อดังจากสถาบันแอปพลสยฟิสิกส์ว่ามีอาการป่วยทางจิตจริงหรือไม่นั้นขึ้นหน้า 1 ในหนังสือพิมพ์ทุกวัน ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังประเภทเดียวกับ flight plan ยังไงอย่างนั้น เนื้อเรื่องคร่าวๆก็คือนางเอกพาลูกขึ้นเครื่องบินแล้วเด็กหายตัวไปบนเครื่อง นางเอกเรียกร้องให้ช่วยกันหาเด็กแต่ว่าด้วยความที่เอมีประวัติว่าเคยมีอาการป่วยทางจิตจึงไม่มีใครเชื่อเธอ เธอจะป่วยจริงหรือไม่นั้น ต้องติดตามเอาเอง เป็นหนังดีที่น่าดูอีกเรื่องนะครับ
แกจะป่วยจริงหรือไม่ผมไม่รู้หรอก แต่ข้ออ้างของแม่ว่าจะทำร้ายลูกได้ลงคอได้อย่างไรก็ไม่เกี่ยวกันซักกะติ๊ด ความสัมพันธ์ทางสายเลือดอย่างเดียวมันไม่ได้สวยหรูขนาดนั้นหรอก หากปราศจากความรัก แต่พวกผู้ปกครอง นักศึกษาหรือคนแถวสถาบันกวดจะมาบอกว่าเขาไม่ป่วยนี่ก็ไม่ได้เรื่องอีกอ่ะ เห็นหมอเพียงผิวเผินเองนี่นา นี่เขาเรียกว่าความรักบังตาได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าค่อยๆติดตามข่าวสารกันไปก้แล้วกัน อย่าพึ่งรีบฟันธงกันไปล่ะ
มีอีกประเด็นที่พอพุดถึงหมอเผ่าขึ้นมาแล้วฉุกคิดขึ้นก็คือ เสียดายความรู้ความสามารถเนอะ จบถึงระดับด็อกเตอร์น่าจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้มากกว่าเพียงแค่ขายฝันให้เด็กกับผู้ปกครองทั้งที่เป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น
มีเยอะแยะ เอ็นต์ติด แล้วทิ้งความฝันไป ทั้งซิ่ว ทั้งรีทาย
ต่อให้เรียนจบแล้วเป็นแบบนี้ เช่น จบวิศวะไปขายแอมเวย์ จบหมอไปสอนฟิสิกส์ระดับม.ปลาย จบสังคมสงเคราะห์ไปเปิดธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น (ตัวอย่างเหล่านี้จากประสบการณ์ตรง) ถ้าฝันอยากจะหาเงินให้ได้มากๆ อยากเปิดธุรกิจ ก็คงไปเรียนบริหาร ไปเรียนการจัดการกันหมดแล้วสิ
แสดงว่าความฝันอันเดิมหายไปเสียแล้ว
แล้วเราที่เรียนอัการศาสตร์ล่ะ จบไปจะทำอะไรกันดี
ความฝันของคุณหายไปหรือยัง ?
(คงจะยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้เรียนอย่างที่ตนเองฝัน แต่ก็อย่าลืมมันแล้วกันนะ ^_^) October 31 ช่วงที่ผ่านมาพึ่งกลับมาจากหมู่ 8 ดอนยายหอมได้หนึ่งวัน ตัวดำเหมือนเคย แต่ไปครั้งนี้สบายกว่ามากเพราะโจทย์ง่ายกว่าเดิมมาก จากเดิมต้องหาข้อมูลพื้นฐานเกือบ 200 หลัง กลายเป็นหาบ้านเลี้ยงวัวแค่ 30 หลัง อีกทั้งเข้ามารอบ 2 ก็ผ่านการปรับตัวมาแล้วเลยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วกว่าคราวที่แล้วเยอะ แต่ก็ยังเสียดายเวลา 10 วันที่ผ่านไปนั้นอยู่ดีเพราะเอาไปทำอย่างอื่นได้ตั้งเยอะ พอชั่งน้ำหนักดูก็อาจจะไม่คุ้มกับประสบการณ์ที่ได้รับ แต่มันก็ไม่ได้เรียกว่าสูญเปล่าหรอก อย่างน้อยเวลาที่ลงภาคสนามก็ได้ใช้เวลากับเพื่อนในเอกเต็มที่ที่สุดแล้ว พอเปิดเทอม(รวมทั้งเมื่อเรียนจบไปแล้ว)ทุกคนก็มีเวลาของตนเองที่ต้องไปเติมเต็ม แต่ความทรงจำตรงนี้คงไม่ถูกเบียดออกไปจนหมดหรอก เพราะหากไม่มีมัน ก็เวลาชีวิตของเราคงจะไม่เต็มแหงๆ
เกรดออกมาแล้วยังคงเหมือนเดิมทุกเทอมคือ ตัวที่หวังมันไม่ได้อย่างหวังแฮะ แต่ตัวที่ทำใจไว้แล้วหรือไม่ได้ใส่ความหวังลงไปมันกลับดีซะงั้น ช่วงนี้ยิ่งหวังมากๆอยู่เพราะ เฉลี่ยที่ 2.96 แล้วอ่ะ กะว่าจะขึ้นถึง 3.00 ให้ได้ในเทอมนี้ เทอมหน้าจะได้ชิลๆ คงต้องลุ้นกันตัวโก่งกว่าเกรดจะออกครบ เพราะดันเหลือปรัชญาอีก 3 ตัวยังต้องทำรายงานส่งอีก แถมมีเวลาแค่ 2 อาทิตย์ เสียวฉิบเป๋ง ปกติทำปิดเทอมละ 1 เล่มเองแต่เทอมนี้สดไปหน่อยอยากเรียนเพื่อความรู้หลายตัว ความรู้หน่ะได้ แต่เกรดจะได้หรือเปล่ามันอีกเรื่องหนึ่ง เฮ้อคิดแล้วก็เป็นทุกข์ ปิดเทอมสุดท้ายที่ควรจะรีบหาความสุขก็ไม่เหลือซะแล้ว ฮือๆ (แต่เทอมหน้าลงปรัชญาไปแล้ว 5 ตัว ยังไม่เข็ดเหอๆ)
เช่นเดียวกับวิชาโปรเจคของอ.สุวิดาก็ได้ความรู้มามากมายเลย ได้ประสบการณ์ด้วยนะ แต่อ.ตัดเกรดที่ข้อสอบมากไปหน่อยเกรดเลยตกฮวบเลย หวังเอดันได้ซีบวก มันก็แฟร์นะในความรู้สึก เพราะเกณฑ์การให้คะแนนของแกมันชัดเจนตั้งแต่เอ๊าท์ลายแล้ว เพียงแต่ผิดหวังที่ตัวเองเขียนแย่ และก็รู้สึกว่าวิชานี้มันเน้นปฏิบัติมากๆแต่สัดส่วนการเขียนข้อสอบมันดันสูงไปหน่อย ยังแฟร์กว่าไอ้นุ่นที่โดนตัดเกรดวิจัยบีบวก เพราะดันโดดเรียนบ่อยซะอีก นั่นแกเห็นความสำคัญกับการเข้าห้องเรียนมากไปนิ๊ดนึง โดนแบบไอ้นุ่นนี้น่าเจ็บใจกว่าเยอะ ดีอย่างจะได้รู้ว่าปัญหาการเขียนของฉานมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วต้องรีบแก้ไข ส่วนเกรดก็ดิ้นรนอีกซักเทอมไม่เป็นไรหรอก ชีวิตหลังจากจบคงต้องดิ้นรนกว่านี้อีกเยอะ แค่นี้จิ๊บๆ
เออ เทอมหน้าฉานจะขึ้น sma ครั้งสุดท้ายแล้ว มาวิจารณ์กันหน่อยก็แล้วกันนะเพื่อนๆ August 27 เผื่อใครมาอ่านจะได้รู้ว่าจุดยืนของผมอยู่ตรงไหนผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นว่าเรื่องของการขึ้นค่าเทอมและคณบดีควรต้องมองควบคู่กันไป เนื่องจากคณบดีก็ไม่สามารถตอบคำถามในที่ประชุมวันพุธที่ 16 ส.ค.(ซึ่งผมฟังด้วยตนเอง) และวันจันทร์ที่ 21 (เพื่อนผมฟังจากเทปการประชุมแล้วมาพูดให้ฟัง) มันทำให้ผมรู้สึกถึงความไม่โปร่งใส การลาออกแล้วให้สภาพิจารณานั้นผมจึงเห็นว่าเป็นการเลี่ยงที่จะตอบคำถามหรือทำประชาพิจารณ์ และการที่สภาตีเรื่องกลับมาที่คณะแล้วครั้งหนึ่ง สภาเองอาจเข้าใจผิดว่าคณะได้คุยกันแล้วก็เป็นได้ นักศึกษากลุ่มหนึ่งจึงล่ารายชื่อเพื่อชี้แจงว่ายังมีประชาคมกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยอยู่ และการที่คณบดีลาออกนั้นไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นได้อีก เพราะยังไม่มีใครยอมเป็นคณบดีแทน และผมเกรงว่าหากเรื่องค่าเทอมนี้จบเมื่อไร ก็จะกลายเป็นว่าเรื่องทุกอย่างจบ ไม่ใช่นะครับ เพราะคณบดีก็ยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ได้อยู่ดี ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เองที่ผมอยากให้ท่านถูกตั้งคำถามและชี้แจงให้ได้เพื่อความบริสุทธิ์ของตัวท่านเอง ส่วนอาจารย์บุญส่งท่านพูดจากข้อมูลที่เป็นคำบอกเล่าครับ ซึ่งมันใช้เป็นหลักฐานได้ลำบาก ผมจึงถือว่าคำพูดของท่านขาดน้ำหนักตรงจุดนี้ ขนาดอาจารย์ที่ต้องการจะตีเหตุผลของคณบดียังเข้าถึงหลักฐานหรือข้อมูลเชิงประจักษ์ได้อย่างยากลำบาก ทั้งที่รู้ว่าคำพูดของตนจะขาดน้ำหนักก็มีอยู่ 2 ทางคือหาไม่ได้กับไม่มีให้หาซึ่งผมไม่สามารถแสดงความเห็นตรงจุดนี้ได้เพราะไม่มีข้อมูล ฉะนั้นเรานักศึกษาก็ยากที่เคลื่อนไหวครับ ส่วนวิธีการยื่นเรื่องให้ท่านนายกสภานั้น ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยนะครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นการกำกับของอาจารย์ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษเอง ความเป็นนักศึกษาวิธีการมันควรที่จะ "ใส" กว่านี้ ซึ่งวิธีการนี้ผมไม่รู้มาก่อน ส่วนอิกคิดว่ามันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจึงไม่ทันได้ตั้งข้อสังเกตกับวิธีการนี้ ตรงนี้ผมก็ต่างจากอิกนะครับ เพราะอิกเน้นที่ค่าเทอมอย่างเดียว แต่ก็ยังมีจุดยืนเดียวกันคือไม่ได้มองคณะผู้บริหารว่าเป็นศัตรู แต่เพราะมีเหตุดังนี้จึงเกิดข้อสงสัยเท่านั้นเองครับ August 17 เตือนความจำเรื่องการชี้แจงขึ้นค่าเทอมของคณบดีเมื่อวานมีการชี้แจงของคณบดีเรื่องขึ้นค่าเทอม ซึ่งเรื่องนี้ได้ยินมาจากเพื่อนอิกก่อน แต่เพิ่งรู้ว่ามีการชี้แจงก็ในวันนั้นเลย เพราะคนอ.ทำประชาสัมพันธ์ติดหน้าตึก 50 ปี แค่ใบเดียว เพราะผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับน้องของเราโดยตรงน่าจะให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์มากๆ แต่ก็อย่างว่าคนอ.ยังเข้าฟังไม่ครบทุกคนเลย (นี่แค่ทัศนะ เพราะก็รู้ว่าเป็นความสนใจส่วนบุคคล หรืออาจไม่ว่างในช่วงเวลานั้นพอดี) ได้ยินข่าวลือว่าเคยมีประกาศเรื่องนี้ติดไว้ก่อนหน้าแต่โดนแออกเนี่ยสิแย่ เพราะทำให้คนรู้เรื่องนี้น้อยมาก ที่ขึ้นไปฟังวันนั้นส่วนหนึ่งมีเอกอิ๊งของคาบจารย์ภัคที่แกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จนงดคลาสให้ และอีกส่วนหนึ่งมาจากคนที่ไปฟังคุยคุ้ยแม้ว 2 แล้วอาจารย์เอมอรเชิญชวนขึ้นไปฟัง (แต่เด็กจะเห็นอย่างนั้นไหมคนละประเด็น) จึงทำให้รู้สึกว่าทางคณะผู้บริหารไม่จริงใจในการประชาสัมพันธ์ นั่นเรื่องหนึ่ง ผมขอสรุปสิ่งที่ได้เมื่อวานในแบบของผมบ้างนะครับ
1.คณบดีไม่ชี้แจงเรื่องของงบประมาณอุดหนุนของรัฐ ว่าเหลือเท่าไรแล้วเอาไปไว้ตรงส่วนไหนบ้าง ทั้งๆที่เงินคณะกลับมีเอกสารมาชี้แจง เข้าใจว่าจะไปชี้แจงในที่ประชุมคณาจารย์เอง
2.ผู้บริหารไม่เคยคิดที่จะทำประชาพิจารณ์ แต่ทึกทักเอาเองว่าสิ่งเหล่านี้ดีก็ทำให้เลย เช่นที่พักของอาจารย์ โปรแกรมเทลมีมอ หรือลานทรงพลใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจปนอยู่ในการประเมินผลจากภายนอกด้วยก็ได้ เข้าใจครับว่าแก้ยาก แต่ประชาพิจารณ์ไม่ได้หมายความแต่ว่าคุณจะเอาตามเราหรือไม่ แต่สามารถที่จะระดมความคิดเพื่อหาทางออกในรูปแบบอื่นได้ด้วยนะครับ เกิดประชาคมบอกว่าไม่เอาร่วมกันหมดก็จะเกิดเป็นพลังที่จะต่อต้านร่วมกับอาจารย์แมวได้ไม่ใช่หรือครับ
3.สำคัญที่สุดที่พยายามถูกทำให้หายไปคือส่วนที่อ.เอมอรท่านว่าเรื่องนี้เคยผ่านไปถึงสภามหาวิทยาลัยแล้วซึ่งหากไม่ได้มีการตีกลับไปพิจารณาใหม่ การประชุมเมื่อวานนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งคณบดีก็พูดเองนะครับว่า รู้ว่าหากเรื่องนี้มีผลบังคับใช้ก็รับรองว่ามีปัญหาแน่ๆ ซึ่งท่านรู้อยู่แกใจแต่ท่านไม่คิดถามประชาคมแต่แรกล่ะครับ ท่านรู้อยู่ว่าระบบบอร์ดคณะมันยังไม่สามารถสื่อสารให้อาจารย์ทั้งคณะได้รับทราบ แต่ท่านก็ไม่แก้ไขแล้วจะให้มองว่าไม่ตุกติกได้อย่างไร แต่ท่านกลับบอกว่าอย่าพูดเรื่องเก่ามันทำให้เสียกำลังใจ ท่านกำลังจะบอกว่าคนที่ทำผิดไม่สมควรได้รับการต่อว่าหรือครับ โอเคคุณกลับใจจะมาถามประชาคม แต่แค่คำว่ายอมรับผิดยังไม่ออกมาจากปากของคุณ อีกทั้งท่านพูดนักหนาว่าคณะเรามีความหลากหลายแล้วท่านพูดขึ้นมาทำไมว่าแล้วแต่ความศรัทธาในตัวอาจารย์ของนักศึกษาแต่ละคน ท่านทำผิดไม่พอเอาดีเข้าตัวไม่พอยังพูดให้อ.เอมอรกลายเป็นผู้ร้ายไปอีกด้วยนะครับ อ.สุวิดาที่พยายามจะไกล่เกลี่ยไม่ให้พูดเรื่องเก่านี่ผมก็ไม่เห็นด้วยเลย
ต่อไปเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยที่พบนะครับ
-บอกว่าการประเมินผลในด้านต่างๆไม่ควรวัดในแบบตัวเลข แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้ตัวเลขในการชี้วัดเช่นจำนวนแอร์ในแต่ละห้อง
-กริยาที่น้องเจ็กแสดงออกนั้นไม่สมควรจริงๆครับ ควรพูดด้วยเหตุผลจะทำให้เราดูน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ให้เขาหาช่องให้เรากลายเป็นผู้ร้ายได้
-ถามว่าจะใช้เกณฑ์อะไรในการวัดว่าเรื่องไหนควรทำประชาพิจารณ์ ผมยังคิดไม่ออกหรอกครับ แต่ถ้ามีกำลังก็ควรจะทำทุกเรื่องต่อผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ใช่หรือครับ หรือไม่ก็เอาเงินไปจัดตั้งสำนักโพลคณะอักษรซะเลย ข้อดีก็คือสามารถฝึกนักศึกษาให้มีทักษะและแบ่งเบาภาระผู้บริหารที่ต้องมานั่งทำเอง
-ศูนย์เซลเป็นประเด็นที่น่าถก การลงเทลมีมอทุกเครื่องนั้นผมถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะพอลงแล้วนักศึกษาไม่ใช้ก็มาโทษนักศึกษา นักศึกษาต้องการที่จะให้เพิ่มจำนวนเครื่องก็เนื่องจากไม่เพียงพอกับจำนวนนักศึกษา และจุดนี้ถือเป็นสวัสดิการที่นักศึกษาพึงได้รับเพราะจ่ายค่าบำรุงคอมทุกเทอม โปรแกรมที่นักศึกษาต้องการก็เป็นโปรแกรมพื้นฐาน (ดูงานวิจัยของเอกสังคมรุ่น 35 ได้) ไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาแต่ถ้ามันยังไม่จำเป็น เราก็ควรเก็บมันเทลมีมอไว้ในรูปแบบของตัวเงินก่อนไม่ดีกว่าหรือ จะได้เอาไว้หมุนเพื่อพัฒนาในส่วนที่จำเป็นและเร่งด่วนกว่า จะได้ไม่ต้องเก็บเงินจากนักศึกษารุ่นหน้ามากนัก
-คณะคงมีเงินจากดอกเบี้ยธนาคารบ้างแหละนะ น่าจะนำมันมาชี้แจงด้วยนะครับ
-ตอนแรกได้ข่าวว่าคณบดีจะชี้แจงที่ห้องประชุมเทพยสุวรรณ แต่ก็เปลี่ยนภายในวันชี้แจงเป็นห้องประชุมที่มีขนาดเล็กกว่ามาก ทำให้คิดไปได้ว่าถึงอย่างไรก็ประชาสัมพันธ์ไว้เพียงน้อยนิด นักศึกษาคงเข้าไม่มาก แสดงว่าคุณไม่คิดจะชี้แจงต่อหน้าคนกลุ่มใหญ่ๆแต่แรกอย่างนั้นหรือ July 08 ความโชคดีที่บังเอิญหล่นทับวันนี้หนุนบ่นให้ฟังเกี่ยวกับความรู้สึกที่ว่ากำลังเรียนในสิ่งที่ตนเรียนได้แต่ไม่ชอบเรียน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อหาวิชาเพื่อนที่เรียนด้วยกันหรืออาจารย์ผู้สอน แต่ก็ไม่ใช่หนทางของมันแน่ๆ ซึ่งมันก็สายไปเสียแล้ว และก็น่าเสียดายที่หนุนมีปัจจัยจากผู้อื่นในการเลือกเอก-โทเยอะเหลือเกิน ไม่เป็นไรนะชีวิตหลังจากนี้หนุนน่าจะได้เดินตามทางที่ตนเองคิดได้เสียที อย่างน้อยก็มีผมสนับสนุนหนึ่งคนล่ะนะ
ด้วยเหตุนี้ผมเลยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่มีปัจจัยที่ว่ามากำหนด ทำให้ไม่มีสิ่งใดมากดดันการตัดสินใจของเรา อีกทั้งการที่ได้มาอยู่เอกนี้โดยบังเอิญ (เพราะเข้าญี่ปุ่นไม่ได้) ก็น่าจะเป็นสิ่งที่โชคดีสุดๆ เพราะผมเชื่อว่าคงจะไม่คิดมีใครจะลองค้นหาประสบการณ์จากเอกนี้เองแต่แรกซักเท่าไร รวมทั้งตัวผมเอง แต่โชคดันพามาอยู่ซะงั้น แต่ก็ได้พบกับสิ่งที่ตนเองต้องการจะเรียน เนื้อหาที่เปิดกว้างทางความคิด สมาชิกในเอกทั้งอาจารย์ พี่ เพื่อน น้องๆ ที่เปิดกว้างไม่แพ้กัน
สิ่งสำคัญคงจะเป็นเพื่อนในเอกนี่แหละที่ไม่นึกว่าจะสนิทกันได้ขนาดนี้
ขอบคุณเจ๊ๆทั้งหลายที่เข้าใจและไว้ใจนะจ๊ะ
ขอบคุณเอกที่ไม่ทำให้ผมเป็นไข่แดงก้อนเดียว
ขอบคุณสะใภ้เอกด้วยนะที่มีส่วนในการตัดสินใจครั้งนั้น (ทำไมเธอไม่ตัดสินใจให้ตัวเองบ้างฮึ)
ขอบคุณที่บ้านที่ไม่ไซโค จะพยายามหาเงินให้ไม่แพ้เอกญี่ปุ่นก็แล้วกัน
พิมพ์แค่นี้ครึ่งชั่วโมงแล้ว ไปดีก่า
เออ...ไม่ขอบคุณไม่ได้เลยนะ...ความโชคดี June 24 ชีวิตแบบนี้ดีนะ...แต่คงจะเหนื่อย...มากๆผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่ เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครั้งนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง May 15 จุดเริ่มต้นเห็นบล็อคคนอื่นเป็นครั้งแรก โดยพี่แนน อยากมีเก็บไว้บ้างแต่ทำไม่เป็น คงจะค่อยๆเพิ่มรายละเอียดลงไป จะพยายามแล้วกันนะ |
|
|