Visit's profilekappathaiPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 14

    สิ่งที่น่ากลัวกว่าความมืดบอดทางปัญญา

    เรียนแกรมม่าภาษาอังกฤษเพิ่มที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ จารย์เล่าให้ฟังว่าแกเคยจบโทแล้วไปทำงานอยู่ที่กฟผ.4ปี เงินเดือนดีมีโบนัสเพราะแกจบป.โทภาษาอังกฤษ งานของแกคือเขียนจดหมายต่างๆและเย็บหน้าเอกสารเข้าเล่ม แต่แกก็เริ่มคิดว่าการที่แกสามารถเรียงกระดาษได้ชำนาญขึ้นนั้น ไม่คุ้มเพราะเสียเวลาบริหารสมองไป แกจึงมาสมัครเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ เงินเดือนลดลงครึ่งหนึ่ง และก็ไม่มีโบนัสอีกแล้ว แต่ได้บริหารสมองอย่างเข้มข้นทุกวันแทน และตอนที่แกไปต่อป.เอกนั้นแกอายุ 32 แต่เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นอายุ 60 ซึ่งไม่ได้ทำงานแล้ว จึงไม่มีใครแกเกินไปที่จะเรียน
     
    ฟังแกแล้วนึกถึงอริสโตเติล ที่เริ่มคนที่จะจัดกลุ่มของสิ่งต่างๆที่อยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งเขาได้แบ่งสัตว์กับมนุษย์แยกจากกัน เนื่องจากมนุษย์มีเหตุผลและปัญญาที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆที่สัตว์อื่นไม่มี จึงเห็นด้วยกับอาจารย์อย่างยิ่ง เราซึ่งเป็นชนชั้นกลางไทยซึ่งมีโอกาสได้รับการศึกษามากกว่าชนชั้นอื่น น่าจะหาโอกาสเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ และนำความรู้นั้นไปสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่สังคมและโลกให้ได้มากที่สุด อย่าลุ่มหลงไปกับวัตถุมากจนเกิน มีเงินให้พออยู่อย่างไม่ลำบากเดือดร้อน เท่านี้ก็น่าจะใช้ความเป็นมนุษย์ของเราได้คุ้มค่าพอแล้ว
     
    ตอนนี้เริ่มบ้าหนังสือแฮะ โดยเฉพาะหนังสือวิชาการทางปรัชญา สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ เห็นแล้วอยากซื้อเก็บ ถึงแม้ว่าจะเอาไปดอง เพราะอ่านไม่ค่อยทัน แต่ถ้าหากวันใดที่เริ่มรู้สึกว่าปัญญาของเรามืดบอดลง หนังสือเหล่านี้คงเปรียบได้กับเทียน ที่สามารถนำมาจุดเพื่อเรียกความสว่างนั้นกลับคืนมาได้เสมอ และยังสามารถเก็บเทียนเหล่านั้นไว้ให้แก่ผู้อื่นที่อยากได้ความสว่างนี้ในอนาคตอีกด้วย
     
    สุดท้าย ความมืดบอดทางปัญญาอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด จะเห็นได้จากปัญญาสามารถนำไปใช้ในทางที่ผิดได้
    เพราะปัญญานั้นคงไม่ได้แปรผันตรงกับหัวใจของเรา เราที่เป็นมนุษย์ เสมอไป
     
    หากเราไร้หัวใจ คงจะเกิดความมืดบอดได้อีกมากมาย เช่นความมืดบอดทางจริธรรม ความมืดบอดทาง ego
    ฉะนั้น หมั่นจุดเทียนให้หัวใจ เพื่อที่จะสามารถมองเห็นหัวใจของผู้อื่น เพื่อที่จะได้เข้าใจหัวใจของเค้า
     
    ความเข้าใจกับความสว่าง คงเป็นสิ่งเดียวกัน

    Comments (5)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    เพื่อที่จะสามารถมองเห็นหัวใจของผู้อื่น เพื่อที่จะได้เข้าใจหัวใจของเค้า 
    ความเข้าใจกับความสว่าง คงเป็นสิ่งเดียวกัน
    May 27
    การอัพสเปซครั้งนี้ ทำให้จิตของผู้อ่านอัพขึ้นด้วยเพื่อนเอ๊ย
    ไม่รู้จะพรรณนาความล้นปรี่ของอารมณ์ได้อย่างไร...ภายหลังจากที่ได้อ่านสเปซนี้แล้ว
    ที่แน่ๆ รู้สึกรักแกมากกว่าเดิม
    ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    May 21
    Knot Witchuwrote:
    ป๋า!!!ใกล้เปิดเทอมแล้นนี่
     
    สู้ๆเน๊อฝากหวัดดีหนุนด้วย
     
    รักษาสุขภาพกันทั้งคู่นะจร๊า^^
    May 18
    เมื่อศึกษาธรรม...ผมรู้สึกว่า...โลกนี้มันไม่มีอะไรเลย...มันอยากจะอยู่เฉยๆ...ถ้าละกิเลสได้

    เมื่อศึกษาวิชาทางโลก...ผมรู้สึกว่า...โลกนี้มันมีอะไรอีกเยอะแยะ...ที่เราไม่รู้...ศาสตร์ต่างๆที่มีในมหาวิทยาลัย...ในทางโลก...

    มันมีขึ้นเพื่อบำบัดความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์...นั่นก็คือ...เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการตอบสนองความต้องการของมนุษย์...

    ตามฮอร์โมนที่หลั่งออกมา...

    ศาสตร์ทางธรรม...เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

    ศาสตร์ทางโลก...เป็นการตอบสนองเหตุ

    บางคนธรรมมากเกินไป...มันก็อยู่บนโลกไม่ได้...คงไม่มีที่ไหนให้เราอยู่เฉยๆ...ละทิ้งทุกอย่างหรอก...

    แต่ถ้าโลกมากไป...ชีวิต...มันก็ไม่มีความสุขซ๊าก...ที   เพราะมีความอยากตลอดเวลา

    ฉะนั้น...ผมเลยคิดเมื่อวานและวันก่อนๆว่า...

    ข้างในตัวบุคคล...ควรจะพร้อมด้วยธรรม...ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันตัวเอง

    ส่วนข้างนอก...เราต้องรู้ทางโลก...ซึ่งเป็นอาวุธป้องกันตัวเอง...รู้ให้ทัน...ตามให้ทันโลก

    ตามวัตถุประสงค์ของมนุษย์...ที่น่าจะเป็นว่า...มีชีวิตให้ยืนยาวที่สุด...และมีความสุขที่เป็นสุขอย่างแท้จริง

    มั้ง....

    ถ้าเรียนได้ความว่าไง...ก็มาบอกๆมั่งละกัน

    พอดีผมเรียนมาน้อยๆ...


    May 17
    อืม อ่านแล้วก็ทำให้คนที่ตาเกือบมืดบอด ได้เห็นทางสว่างขึ้นมาบ้าง เพราะรูสึกว่าระยะหลังที่ได้เข้าสู่ระบบมนุษย์เงินเดือน เราก็ไหลไปตามกระแสสังคมที่เชี่ยวกรากความฝันที่เคยฝันไว้เริ่ม อ่อนแรงลง จนนึกกลัวว่าสักวันความรู้ที่ได้เรียนมากับความฝันที่เคยฝันไว้ จะจางหายไปพร้อมกับกาลเวลา และกว่าจะรู้ตัวอีกทีเราก็อาจจะเสียเวลาไป และสายกว่าจะทำความฝันให้เป็นจริงได้ หรือไม่ก็หมดไฟไปแล้ว
     
    หวังว่าจะสบายดีนะ ^^
    ญุ๋งญิ๋ง
    May 14

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://kappathai.spaces.live.com/blog/cns!4F3412D104DB3C10!138.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None