Visit's profilekappathaiPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 01

    ทวนความจำ มองต่างมุม จัดเรตภาพยนตร์

    ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาวิชาการ "มองต่างมุม : จัดเรตภาพยนตร์อย่างไรให้เหมาะกับวัฒธรรมไทย" ที่มธ. จัดโดยวิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา จึงอยากแชร์ประสบการณ์
     
    คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว หนึ่งในวิทยากรได้เล่าเหตุการณ์ที่ตัวเขาได้มีโอกาสคุยกับผู้กำกับชาวฝรั่งเศสเรื่องของการจัดเรตว่า หากมีผู้ชมภาพยนตร์ที่ละเมิดกฏโดยการเข้าไปชมภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสมกับตนเองจะมีวิธีจัดการอย่างไร เขาก็งงกับคำถามของคุณปรัชญา เพราะว่าไม่มีใครละเมิดอยู่แล้ว มันเหมือนตัวอย่างเรื่องประชาธิปไตยที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า คุณดำรง พุฒตาลเคยไปสัมภาษณ์นักวิชาการ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเยอรมัน) เรื่องประเทศเค้ามีการซื้อเสียงหรือไม่ เขาก็งงแบบเดียวกัน ว่าการซื้อเสียงคืออะไร ผมคิดว่าความไม่ซื่อสัตย์ ความเห็นแก่ตัว เหล่านี้มันฝังอยู่ในวัฒธรรมของสังคมไทยไปแล้ว เพราะสังคมไทยชินกับความไร้ระเบียบ (ประโยคนี้เป็นของกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับมาตรการที่ทางกระทรวงเลือกใช้ซักเท่าไร) รากเหง้าของคนไทยนั้นคงไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยง่าย ดังนั้นการจัดเรตติ้งก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับระบอบการปกครองของเรา
     
    ตัวแทนทางฝ่ายของรัฐบาลคือคุณลัดดา ตั้งสุภาชัย แกบอกว่าการจัดเรตนี้ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่มีเสียงเรียกร้องจากประชาชน จึงต้องทำ  แต่เรตส่วนใหญ่นั้นเป็นแบบ PG คือ parent guide ซึ่งคุณสุธากร (ถ้าจำชื่อไม่ผิดเพราะเป็นวิทยากรรับเชิญพิเศษไม่ได้ถูกระบุชื่อไว้ในเอกสารประกอบการเสวนา ผมเองก้เลินเล่อลืมจดมา) ซึ่งเคยเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ได้ให้ความเห็นว่า ในเมื่อมีคนเรียกร้องมาให้ช่วยจัดการเรื่องนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นผู้ปกครองนะ แต่คุณไปบอกว่าผู้ปกครองต้องให้คำแนะนำ แล้วมันจะเกิดประโยชน์หรือไม่ เพราะกลับกลายเป็นว่าคุณตีโจทย์กลับไป โอเคว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ปกครองตระหนักในปัญหานี้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เนื่องจากเด็กที่โตในระดับมัธยมก็คงไม่ได้ดูหนังกับผู้ปกครองแล้ว ก่อนจะดูคงไม่ได้มารายงานว่า พรุ่งนี้ผมจะไปดู ตั๊ดสู้ฟุตนะ (สมมติ) มีคำแนะนำไหม ต่อให้ถาม ผู้ปกครองที่ไม่เคยได้ดูหนังมาก่อนจะให้คำแนะนำได้อย่างไร  ก็คงได้แต่ห้ามเด็กดูหนังที่ติดป้ายห้าม ก็ต้องตั้งคำถาม 2 อย่างคือ จะเข้าทางยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุหรือไม่ (แหง) และผู้ปกครองไม่สามารถดูแลบุตรหลานของตนได้เลยหรืออย่างไร
     
    ผศ.ดร.ชวนะ ภวกานันท์ หนึ่งใน 7 อรหันต์ของกองเซ็นเซอร์ที่ขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นก็บอกว่า ชื่อมันบอกอยู่แล้วว่าเซ็นต้องเซอร์ อะไรที่มันผิดต่อ 3 สถาบันหรือขัดกับวัฒธรรมไทยแบบว่าเห็นกันชัดๆนั้น ก็ต้องตัด แต่ไอ้ที่ไม่ชัดเช่น คำด่าว่าไอ้ช้างยิ้ม มันไม่ชัดก็พิจารณากันลำบาก ก็เท่ากับว่าคุณเจ้ยผู้กำกับแสงศตวรรษก็ซวยไปที่ไม่รู้จักใช้ทริก คุณชวนะแกยังบอกอีกว่า รู้ว่าพอเซ็นเซอร์ไปแต่พอฉายจริงก็ไม่ได้ถูกตัดก็มี ผมงงที่ว่ารู้ทั้งรู้ตั้งหลายอย่างในเรื่องที่ไม่เป็นธรรมนั้น แล้วทำไมไม่คิดจะแก้ไขให้มันดีขึ้น ทั้งๆที่อยู่ในฐานะที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงได้ แล้วออกมาแก้ตัวเพื่ออะไร
     
    คุณนที ตัวแทนกลุ่มชาวสีม่วง ผู้เข้าร่วมฟังที่ต้องการเรียกร้องหนังที่หากินกับเพศที่ 3 อย่างไม่มความรับผิดชอบ ได้ลุกขึ้นมาเล่าประสบการณ์ว่าตนเรียนต่อป.โทอยู่ที่ม.เชียงใหม่ แล้วมีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเพื่อนร่วมชั้นที่มีหน้ามีตาในสังคมทั้งหลายก็บอกว่าพวกเขาไม่แบ่งแยกเพศ คุณนทีทนไม่ได้ สวนกลับไปว่าไม่จริง หากพวกคุณไม่แบ่งแยกจริง พวกคุณต้องกล้ามายืนฉี่ข้างๆผม เพราะคุณติดภาพว่าชายไม่จริงทั้งหลายจะต้องแอบดูของคนอื่น ซึ่งเป็นการแบ่งแยกที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดแล้ว
     
    คุณสรวงมณฑ์ สิทธิมาน บรรณาธิการนิตยสาร mother&care กล่าวว่าทำไมหนังตลกต้องใช้คำหยาบคายหรือเรื่องเพศด้วย เมื่อก่อนตนดูหนังก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอมีลูกแล้วมุมมองตรงนี้ก้เปลี่ยนไป คุณโดมสุขวงศ์ นักวิชาการที่หอภาพยนตร์ได้ให้ความเห็นว่า คนที่ชอบดูตลกแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี ไปห้ามเขาดูไม่ได้ น่าสนใจที่ว่าไม่ทราบว่าคุณโดมมีลูกหรือไม่ แต่เชื่อเหลือเกินว่า หากเขามีลูกคงไม่เป็นกังวลเหมือนกับคุณสรวงมณฑ์ เพราะคุณโดมเชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ว่าจะสามารถเป็นคนดีได้ แม้จะเสพย์สิ่งเหล่านี้ก็ตาม สังคมจะมีกระบวนการขัดเกลาในตัวของมันเอง เพราะตัวคุณโดมเอง (รวมถึงคุณสรวงมณฑ์ ในความเข้าใจเดียวกัน) ก็เติบโตมาในยุคที่ยังไม่มีการควบคุมเลยเหมือนกัน
     
    สุดท้ายเพื่อนร่วมเสวนาของผม อภิญญา (หนุน) ก็ได้ตั้งข้อสังเกตและถามณภคดล (อิก) ว่า วัฒนธรรมการขำของคนไทยมันเคยเปลี่ยนไปด้วยหรือ (คือไม่ใช้คำหยาบคายและเรื่องเพศ) ได้ยินปุ๊บก็เดาคำตอบได้เลย ผมก็ขำอยู่ในใจ "นั่นสิเนอะ"
     

    Comments (1)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    เราชอบที่คุณโดมพูดอะ โลกเราต้องมีสิ่งชั่วร้ายบ้างเราจะได้รู้ว่าที่ดีมันเป็นอย่างไร  ถึงเราจะไม่เห็นด้วยกับความคิดทำนองนี้ทั้งหมดนะ  แต่มันทำให้เรานึกถึงถ้อยคำโบราณที่พูดถึง "การรู้ดี รู้ชั่ว" ว่ามันต้องรู้จักด้วยกันทั้งสองแง่นะ
    Aug. 2

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://kappathai.spaces.live.com/blog/cns!4F3412D104DB3C10!159.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None