Visit's profilekappathaiPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 31

    วิกฤตความรู้สึก

    อ่านชีวประวัติของ ฮายาโอะ มิยาซากิ อนิเมเตอร์ชื่อดังแห่งสตูดิโอจิบลิ ซึ่งทำการ์ตูนโด่งดังอย่าง Princess Mononoke และ Spirited Away ซึ่งแฝงไว้ด้วยปรัชญาชีวิตที่หนักไม่ใช่น้อย แต่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสุนทรียะ ดูแล้วอิ่มเอิบใจและได้สาระไปพร้อมๆกัน เขาเลือกเรียนเศษฐศาตร์ เพราะเหตุผลว่า ในความเป็นจริงวงการอนิเมชั่นตอนนั้นไม่อาจรับประกันได้ว่า เขาจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ใฝ่ฝัน แต่เขาก็ไม่ทิ้งสิ่งที่เขาอยากทำ เขายังฝึกฝนการวาดการ์ตูนของเขาต่อไป

    น่าแปลกที่อ่านแล้วควรจะได้แรงบันดาลใจที่จะไม่ทิ้งความฝัน แต่ผมกลับมามองชีวิตตัวเอง และตั้งคำถามว่า คนที่ไม่ได้เรียนปรัชญา แต่มีปรัชญาที่ลุ่มลึกก็มีตั้งมากมายนะ โดยที่เขาไม่ต้องยุ่งกับศาสตร์ที่ยากๆของปรัชญาเช่นอภิปรัชญาหรือญาณวิทยาให้ปวดหัวอีกด้วย เพราะเอาเข้าจริงเนื้อหาที่ยากมากๆของศาสตร์เหล่านั้นกลับเป็นแค่ "แบบฝึกหัดทางตรรกะ" ที่ไม่ได้มีประโยชน์กับการใช้ชีวิตซักเท่าไรเลย แล้วจะ...เรียนปรัชญาไปทำไมฟะ

    ผมหลงไหลกับความเรียบง่ายที่ภาคปรัชญาศิลปากร ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ต่อป.โทสาขาปรัชญาที่จุฬา แต่มันกลับยิ่งห่างไกลออกไปจากความเรียบง่ายเหล่านั้น แล้วเราก็ไม่มีสกิลอะไรที่จะไปต่อเติมเพื่อนำเสนอปรัชญาให้ออกมาน่าสนใจเหมือนกับที่มิยาซากิทำ แม้แต่เขียนบทความที่แปลกใหม่มากพอเหมือนงานของนักปรัชญาในอดีต (ซึ่งไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่ดี) ก็ยังไม่ได้เลย

    ตอนนี้เลยรู้สึกว่าเลือกผิดหรือป่าววะเนี่ย ที่ลงมาจมปลักกับปรัชญาเต็มตัว ทั้งๆที่ตอนป.ตรีเชียร์น้องให้เรียนปรัชญามากๆ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้เรียนเป็นวิชาเอก เพราะตอนนั้นคงคิดแบบเดียวกับมิยาซากิ ตอนนี้ชีวิตแคบลงมากๆ แต่ก็ไม่คิดจะเลือกทิ้งป.โทปรัชญา เพราะว่า 38000 เราไม่ได้จ่ายเอง ไม่อยากให้เสียเปล่า หวังอย่างเดียวแล้วว่าจะเป็นครูสอนปรัชญาที่ทำให้เด็กชอบได้เหมือนที่เราเคยได้เรียนมา จะมีปัญหาหรือป่าวก็ไม่รู้

    ถ้าอ.พิพัฒน์กับอ.ศากุนได้อ่าน อาจารย์ทำไมถึงเลือกเรียนป.โทปรัชญาครับอยากรู้จัง

    สุดท้ายต้องขอบคุณ อภิญญา ที่เป็นกำลังใจสำคัญให้กับทุกๆเรื่อง :) 

    Comments (11)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    อยู่ๆคอมเมนก็ขึ้นมามากมาย ผมไม่ได้รู้สึกมากขนาดนี้แล้วนะครับ จัดการไปได้เยอะ แต่สำหรับน้องที่อยากจะคุย พี่แอดเมล์ไว้แล้ว คุยทางเอ็มจะสะดวกกว่า พี่ออนประมาณ 2-3 ทุ่ม ถ้าน้องไม่สะดวก ก็บอกทางที่จะติดต่อได้มาก็แล้วกันครับ
    Aug. 14
    sakunwrote:
    หวัดดีค่า พอดีเข้ามาอ่านเพราะว่ามีนักศึกษาปอตรีเข้ามาตอนท้ายคาบเรียนน่ะ
    เราเคยพูดเรื่องนี้เปรยๆ กับครูหลายครั้งแล้วเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เรายังคงรู้สึกแบบนี้อยู่หรือเปล่า
    เหตุผลที่เรียนปรัชญาปอโทของครูก็คือ
    ประการแรก ตอนนั้นเรียนปรัชญาปอตรีแล้วรู้สึกว่าตูโง่จัง ก็เลยอยากรู้อะไรมากขึ้น
    ถึงเลือกมาเรียนเพราะคิดว่าเราจะได้ฉลาดขึ้น แต่ที่จริงยิ่งเรียนยิ่งโง่เพราะมีอะไรอีกมากมายที่เรียนจนตายก็ไม่มีวันรู้หมดอ่ะ
    ประการที่สอง ครูรู้สึกว่าเวลาที่ครูได้อ่านแล้วได้คิดๆๆๆๆ กับปัญหาบางอย่างแล้วมันมีความสุขมากๆ นะ เวลาที่เราได้สนใจอะไรบางอย่างแล้วหมกมุ่นอยู่กับมัน ครูรู้สึกมันเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตครูมีความหมาย 555 จริงๆ นะ
    ครูไม่ค่อยได้ไปสนใจกับว่าจบไปต้องทำงานอะไรอย่างไร เพราะว่าเราไม่มีทางรู้หรอกว่าอนาคตมันจะเป็นอย่างไร ครูอาจจะโชคดีกว่าหลายๆ คนที่มีจังหวะดีที่มีการรับสมัครทุนอาจารย์พอดีน่ะค่ะ ทำให้ครูไม่ต้องกังวลกับการทำมาหาเลี้ยงในอนาคต แต่ก็ได้ความกดดันบางอย่างเช่น ถ้าตูไม่จบ จะเป็นหนี้หัวบาน
    ที่จริงบางครั้งตอนเรียนปอโทก็มีเซ็งๆ นะ แน่นอนว่าเราเอามาเปรียบเทียบกับที่ทับแก้วแล้วบรรยากาศมันคนละอย่าง แต่ตอนนี้ครูกลับคิดถึงบรรยากาศที่จุฬานะเวลาที่ได้ไปไปคุยกับอาจารย์ ไปหาเพื่อนๆ น้องๆ ไปหาหนังสือ คืออาจจะติดแง่มุมของอคาเดมิคแบบนั้นมาก็ได้
    เราอาจจะยังกังวลกับหลายๆเรื่องเช่นปัจจัยทางการเงิน อาชีพในอนาคต แถมเราแบกความคาดหวังว่าปรัชญามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าจะบอกให้เราอย่าไปสนใจหรือกังวลในอนาคตมันก็คงเป็นไปไม่ได้และมันดูอุดมคติเกินไปเพราะชีวิตมันก็ต้องกินต้องใช้ แต่ว่าอยากให้เราลองหาแง่มุมบางอย่างที่ช่วยให้ตัวเองสมดุลย์ได้บ้าง เพราะเราคงไปเปลี่ยนให้ปรัชญาแบบจุฬามาเป็นแบบทับแก้วก็คงไม่ได้ใช่มั้ย อาจจะมองในแง่อื่นๆ เช่น
    1. แล้วเราชอบปรัชญาแบบไหน เราคิดว่าปรัชญาแบบไหนมันเหมาะกับเรา เราก็อย่าทิ้งมันไป เราสามารถทำเหมือนผู้กำกับหนังคนนั้นได้มั้ยว่า บางทีเราอาจกำลังทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แต่เราอย่าละทิ้งความฝันและความหวังของเรา หรืออย่าสูญเสียความเป็นตัวเองไป
    2. สิ่งที่ปรัชญาจุฬาเป็นก็คือมันเป็นแบบนั้น เพราะว่าเค้ามีกรอบความเข้าใจ มีวิธี approach อีกแบบหนึ่ง เราเรียนให้รู้แนว รู้วิธีการ แต่เนื้อหามันอ่านเองได้หล่ะ ตอนทำธีสิสเราต้องจมกับมันนะ (ดังนั้นควรจะทำเรื่องที่เราชอบและคิดว่าจะทนอยู่กับมันได้ด้วยก็จะดี) เราต้องอ่านเองหมดเลย การเรียนในห้องมันให้วิธีการอ่าน การตั้งคำถามเท่านั้น
    3.สิ่งที่เราเรียนปอโท มันต้องแตกต่าง เพราะว่ามันเป็นการเจาะลึกในระดับสูงขึ้น ดังนั้นมันก็จะเข้าใกล้ความเป็นหอคอยงาช้างมากขึ้นในแง่มุมของใครหลายๆ คน เราเรียนสายสังคมมาบางทีเราอาจจะถูกหล่อหลอมจากกรอบอีกแบบนึงว่ เสร็จแล้วมันควรจะมีอะไรกลับไปสู่สังคมบ้างสิ มันควรเอาเข้าไปใช้ได้สิ แต่ว่าปรัชญาแบบจุฬามันเป็นแบบเน้น pure philosophy มากกว่า applied แต่เราอาจจะมองในอีกแง่หนึ่งว่า อย่างน้อยเรารู้ทฤษฎีหลายอย่างๆ เราจะได้รู้ว่าเราควรจะเลือกเอาทฤษฎีอันไหนมาใช้ อันไหนมีปัญหาเยอะก็ไม่เอาอะไรแบบนั้น
    ครูเคยอ่านหนังสือเรื่อง แล้วฉันจะกลับมา ทำเป็นหนังชื่อ Be with you ตอนทำธีสิสแล้วดาว์นมากๆต้องหานิยายอ่านบรรเท่าความจิตตก มีอยู่ประโยคหนึ่งซึ่งครูเอาไว้ปลอบใจตัวเองเสมอๆ ก็คือ "ถ้าเรารักสิ่งนั้นจริงๆ ไม่ว่ามันจะลำบากยากเย็นแค่ไหน เราก็จะไม่รู้สึกว่ามันทุกข์ทรมานหรอก"
    ท้ายที่สุดอาจจะต้องกลับมาถามตัวเองว่าแล้วเราต้องการอะไร และเราจะจัดการอย่างไรกับมันดี เรายังมีชอบ และความสุขในการเรียนอยู่หรือเปล่า แต่ครูคิดว่า เราน่าจะทำได้และฝ่าฟันไปได้ และสามารถค้นพบทางของตัวเอง (ที่อาจจะแตกต่างจากทั้งแบบจุฬาหรือทับแก้วโดยสิ้นเชิงก้ได้)
    ให้กำลังนะคะ สู้ๆๆๆๆ
    Aug. 14
    Picture of Anonymous
    FUJOIN K. Rack wrote:
    หวัดดีคับ บังเอิญเสิร์ชคำว่า "เรียนปรัชญาไปทำไม" แล้วโผล่เข้ามาเจอ ไม่รู้ว่าพี่ยังจะเข้ามาเช็กคอมเม้นต์อยู่รึเปล่า แต่ก็ขอแสดงตัวหน่อย เนื่องจากเป็น ศิษย์น้อง ศิลปากรน่ะคับ 55+
    วันนี้กลุ่มชั้นเรียนอินโทรของผมทำปรัชญาอ้าปากในหัวข้อ เรียนปรัชญา...บ้ารึเปล่า? แล้วนี่ก็กำลังมาหาเนื้อหาประกอบรายงาน
    คืองี้คับ ถ้าไม่เป็นการรบกวน และถ้าพี่ได้เห็นข้อความนี้ภายในเดือนรึสองเดือนก็ลองติดต่อมาทางผมหน่อยนะคับ ไหนๆก็ไหนๆละ อยากสัมภาษณ์พี่มาประกอบด้วยเลยแล้วกัน รบกวนด้วยนะคับ *กระพริบตาปริบๆ* (Rack_are_Rock@hotmail.com)
    Aug. 13
    ถ้าถามเรานะ ชีวิตที่ลาออกมาแล้วน่าเบื่อมากเลย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อยู่ที่นั่นก็ดีนะ เรายังคิดถึงเลย อยากกลับไปเรียนอีก ปรัชญามีเสน่ห์ อย่าลืมสิ่งที่เรารักในมันดิ แล้วจะรู้สึกดีที่เรายังได้อยู่กับมัน
    Aug. 5
    Vasinwrote:
    เราว่าทำที่ชอบอะ ในกรณีที่ทำได้เองทั้งหมด ทำอะไรก็ได้เปี๊ยก
    แต่อย่างว่า เราไม่ได้เกิดมาเป็นแบบตัวโต หรือเรียนจ่ายเองแต่แรก
    ไอ้เรื่องพวกนี้เลยซับซ้อนขึ้นอีกนิดนึง
    Apr. 6
    หนุนกลับคิดอีกเเบบหนึ่งนะคะ เเละยังไม่เคยพูดกับคุณมาก่อนด้วย (หมายถึงบางเรื่องน่ะนะ) ปรััชญาทั้งสองที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เเละหนุนเองก็"ไปได้เรื่อย"กับทั้งสองเเบบ
     เเบบฝึกห้ดตรรกะน่าเบื่อ โลกคงมองว่าเเปลกถ้าเอาตรรกะมาพูดกันเพียวๆ เเละเเปลกประหลาดสุดจะคาด เเต่ข้อดีที่สุดของเเบบฝึกหัดประเภทนี้คือ มองได้รอบเเละมองตัวเอง ไม่เอาเนื้อหา เช่นการหาค่าความจริงมาใช้ เเต่วิธีการสอนเเละให้อะไรเราได้มากมาย เหมือนปรัชญา
        เนื้อหาไม่สำคัญเท่าวิธีการการคิดที่เราได้ เเน่นอนว่า คนบางคนไม่เรียนก้อคิดได้ เราก้อเห็นอยู่ เเต่บอกเเล้วไง มันเป็น "เเบบฝึกหัด" ให้เราได้ทั้งเป็น "เเบบ" เป็นการ "ฝึก" เเละเป็นการ "หัด"
       
    ถ้าปรัชญาที่เราเจอน่าเบื่อเกินไป มาลองสร้างเเบบฝึกหัดนี้ที่น่าตื่นเต้นกว่าเดิมดีมั้ย เเบฝึกหัดที่ง่ายเหมือนการคัดลายมือ เเต่ใส่ความหมายของการคัดเเเต่ละครั้งเเละเเต่ละตัวอักษรใหม่
    ถ้าเราเจอสิ่งที่น่าเบื่อ เราต้องสร้างสิ่งที่ไม่น่าเบื่อในสิ่งที่น่าเบื่อขึ้นมาเเทน อย่างน้อยเพื่อตัวเราเอง เเละอย่างน้อย เริ่มจากตัวเราเอง
    Apr. 4
    mon kungwrote:
    ไอเรื่องที่เราบ่นๆไปคอมเม้นต์ก่อนอ่ะ ปัญหาของเราเอง เราครึ่งๆอ่ะ ว่าอยากทำงานที่ตัวเองชอบ
    (ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ท้อ แต่เรารู้สึกจริงๆว่าคนไทยไม่ค่อยเห็นคุณค่าของวิชาทางด้านนี้ แบบจริงๆจังๆ)
    แต่ไม่ค่อยเจริญ(เราอยากทำงานเกี่ยวกับหนังสือ หนัง เพลงอ่ะ) กับกลับไปสายงานเดิม แต่เบื่อบรม ท้อแท้เหนื่อยหน่าย
    แล้วเราก็คงไม่มีวันจะอดทนเรียนปรัชญาจนจบ ปอ เอกได้ ซึ่งมันคงเหมือนก้าวอยู่กับที่ในสายงานนี้น่ะนะ
    ไอเดียที่เรามีด้านนี้ก็สั่วๆ ใจก็ไม่ได้รักซักเท่าไหร่ ตอนเข้าเรียนใจหนึ่งอยากแก้ปัญหาสังคมหรือได้คำตอบในการแก้(ซึ่งมันยากน่ะสังคมไทย)
    อีกใจหนึ่งแค่อยากรู้จักมนุษย์ให้มากขึ้น เพราะเราก็คิดว่าสุดท้ายคนเรามันก็คิดอะไรซักอย่างถึงได้ทำอย่างที่คิด
    (แต่ไม่คิดจริงๆว่ามันจะเป็นแบบฝึกหัดทางตรรกะและน่าเบื่อขนาดนี้)
     
    ถ้าเปี๊ยกอยากเป็นฮายาโอะที่นำเสนอเรื่องปรัชญา เราเชื่อว่าเปี๊ยกทำได้นะ
    (ถ้าอย่างเปี๊ยกที่เอาจริงเอาจัง และใจรักนะ ไม่เหมือนกับเราหรอกที่ยังไงก็ไม่รุ่งอ่ะสายนี้)
    ลองดูก่อนสิ กลัวอะไรวัยรุ่น
    Apr. 2
    aong aongwrote:
    อย่าไปคิดเยอะ...กรูคิดอยู่อย่างนึง..ชีวิตไม่มี การเลือกผิดหรือเลือกถูกหรอก...ไม่ว่าเลือกทางไหนมันก้อมีปัยหาอยู่ทั้งนั้นแหละ ขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นปัญหาอะไร..คนที่ไม่เลือกทางที่ตัวเองอยากจะไปอ่ะ มันน่าเสียดาย ...ตอนนี้ไม่ใช่เวลา มาคิดว่า "เรียนเพื่ออะไร" ตอนนี้เป็นเวลาของ 'อยากทำอะไร" มากกว่า ..ไม่จำเป็นว่าต้องทำงาน..ถ้ามึงจะทำงาน ตรงนี้แหละ มึงค่อยมาคิดว่า "จะทำงานเพื่ออะไร"...ส่วนไอ้สิ่งที่เรียนมาอ่ะเป็น ไอเท็มที่มึงมีอยู่ในมือ มึงจะหยิบมาใช้ ยังไง เมื่อไหร่มันอีกเรื่อง..
     
    ..วันข้างหน้าของมึงมาจาก วันนี้ ไม่ใช่ อดีต ..ผ่านมาแล้วก้อช่างมัน..ถือว่าเรียนรู้..บอกมึงได้แค่นี้แหละ กรูมันคนหยาบๆ - -" มองอะไรเป็นนามธรรมไม่เป็น
     
     
    Apr. 1
    mon kungwrote:
    ปล.เราชอบหนังของฮายาโอะ มากๆเลย หนังเค้าดีจริงๆ ^ ^
    Apr. 1
    mon kungwrote:
    นั่นดิ เรามาเรียนเราก็เริ่มด๊องๆแล้วเหมือนกันว่าชีวิตจริงๆต้องการความหนักแน่นทางด้านตรรกะขนาดนี้เลยเหรอ
    ไม่มีใครสนด้วยซ้ำแล้วสมัยนี้ว่าโลกเรานี้มีโครงสร้างยังไง เค้าสนแค่เค้าเห็นอะไร
    แล้วจะทำยังไงให้ชีวิตเค้าดีขึ้น รวยขึ้น
     
    มานั่งคิดๆมันก็ทำมาหากินอะไรได้ไม่มาก เขียนบทความจะมีคนอ่านซักกี่มากน้อย
    บทความทางเทคโนโลยีที่เพื่อนเราทำ(ปอโทวิดวะน่ะนะ)บทความหนึ่งสองหมื่นบาท ระยะเวลาสามเดือน
    ของสาขาเราก็ใช้เวลาไม่น้อยไปกว่ากัน แต่บทความละสองสามพัน กิ๊กกิ้ว
    สรุปแล้วเราจะยังไง ยังไง ยังไง กันดี 555+
     
    Apr. 1
    อ่านประโยคสุดท้ายพอละ จบข่าว ได้รับ MI (Main Idea) เรียบร้อยแระ โฮะๆ
    Apr. 1

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://kappathai.spaces.live.com/blog/cns!4F3412D104DB3C10!232.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None