More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  kappathaiPhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

July 01

ค่าของความรัก...

The Nightingale and The Rose
by Oscar Wilde
ตัดตอนมาจากบทแปลของ วินทร์ เลียววาริณ
 
ไนติงเกลตัวหนึ่งมองเข้าไปในหน้าต่างบ้าน เห็นชายหนุ่มนักศึกษาในบ้านกำลังเศร้าหมอง เพราะหญิงสาวที่เขาหมายปองไม่สนใจเขาเลย หล่อนบอกว่าจะยอมเต็นำกับเขาในงานเลี้ยง หากเขาสามารถหาดอกกุหลาบสีแดงให้หล่อนได้ เขากลุ้มใจ คร่ำครสญ เพราะเป็นฤดูที่หาดอกกุหลาบไม่ได้
 
"เขาร้องไห้ทำไม" กิ้งก่าถาม
"นั่นสิ ทำไม" ผีเสื้อว่า
"เขาต้องการกุหลาบแดง" ไนติงเกลตอบแทน
"น่าขันจริงๆ" พวกนั้นว่า
 
ไนติงเกลไม่รู้สึกขัน บินไปที่ต้นกุหลาบแดง ขอร้องให้มันช่วยออกดอกให้ มันตอบว่า "ฉันถูกฤดูหนาวซัดจนบอบช้ำ ฉันจะไม่มีดอกอีกเป็นปี แต่หากเธออยากได้จริงๆละก็ มีอีกวิธีหนึ่ง เธอต้องรอ้งเพลงใต้แสงจันทร์ทั้งคืน อาบดอกกุหลาบด้วยเลือดสดๆเธอ ให้หนามกุหลาบแทงทะลุหัวใจของเธอ เลือดสีแดงของเธอจะไหลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฉัน"
 
"นั่นคือความตายของฉัน..." ไนติงเกลบอก "...แต่มันก็คุ้มเพราะรักย่อมมีค่ามากกว่าชีวิต"
 
คืนนั้นในสวนมีเพลงของนกไนติงเกลตลอดทั้งคืน สะกดใครต่อใครในภวังค์ ต้นกุหลาบผลิดอกออกมา กลีบดอกสุขาวค่อยๆเป็นสีแดงสด เมื่อชายหน่มตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็พบดอกกุหลาบสีแดงที่สวยกว่าที่เขาเคยพบมาในชีวิต ใต้ต้นกุหลาบมีซากศพของนกไนติงเกลตัวหนึ่ง
 
เขาเอาดอกไม้ไปหาหญิงสาวที่เขาหมายปอง แต่หล่อนเปลี่ยนใจแล้ว ชายสูงศักดิ์ผู้หนึ่งกำนัลเธอด้วยเพชรนิลจินดา หล่อนว่า "เพชรพลอยย่อมมีค่ากว่ากุหลาบแดง"
 
ด้วยความอกหัก เขาขว้างกุหลาบแดงดอกนั้นไปที่ถนน มันถูกล้อรถทับแหลกลาญ
 
ฉากสุดท้ายคือเขากลับบ้าน และอ่านหนังสือ
March 31

วิกฤตความรู้สึก

อ่านชีวประวัติของ ฮายาโอะ มิยาซากิ อนิเมเตอร์ชื่อดังแห่งสตูดิโอจิบลิ ซึ่งทำการ์ตูนโด่งดังอย่าง Princess Mononoke และ Spirited Away ซึ่งแฝงไว้ด้วยปรัชญาชีวิตที่หนักไม่ใช่น้อย แต่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสุนทรียะ ดูแล้วอิ่มเอิบใจและได้สาระไปพร้อมๆกัน เขาเลือกเรียนเศษฐศาตร์ เพราะเหตุผลว่า ในความเป็นจริงวงการอนิเมชั่นตอนนั้นไม่อาจรับประกันได้ว่า เขาจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ใฝ่ฝัน แต่เขาก็ไม่ทิ้งสิ่งที่เขาอยากทำ เขายังฝึกฝนการวาดการ์ตูนของเขาต่อไป

น่าแปลกที่อ่านแล้วควรจะได้แรงบันดาลใจที่จะไม่ทิ้งความฝัน แต่ผมกลับมามองชีวิตตัวเอง และตั้งคำถามว่า คนที่ไม่ได้เรียนปรัชญา แต่มีปรัชญาที่ลุ่มลึกก็มีตั้งมากมายนะ โดยที่เขาไม่ต้องยุ่งกับศาสตร์ที่ยากๆของปรัชญาเช่นอภิปรัชญาหรือญาณวิทยาให้ปวดหัวอีกด้วย เพราะเอาเข้าจริงเนื้อหาที่ยากมากๆของศาสตร์เหล่านั้นกลับเป็นแค่ "แบบฝึกหัดทางตรรกะ" ที่ไม่ได้มีประโยชน์กับการใช้ชีวิตซักเท่าไรเลย แล้วจะ...เรียนปรัชญาไปทำไมฟะ

ผมหลงไหลกับความเรียบง่ายที่ภาคปรัชญาศิลปากร ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ต่อป.โทสาขาปรัชญาที่จุฬา แต่มันกลับยิ่งห่างไกลออกไปจากความเรียบง่ายเหล่านั้น แล้วเราก็ไม่มีสกิลอะไรที่จะไปต่อเติมเพื่อนำเสนอปรัชญาให้ออกมาน่าสนใจเหมือนกับที่มิยาซากิทำ แม้แต่เขียนบทความที่แปลกใหม่มากพอเหมือนงานของนักปรัชญาในอดีต (ซึ่งไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่ดี) ก็ยังไม่ได้เลย

ตอนนี้เลยรู้สึกว่าเลือกผิดหรือป่าววะเนี่ย ที่ลงมาจมปลักกับปรัชญาเต็มตัว ทั้งๆที่ตอนป.ตรีเชียร์น้องให้เรียนปรัชญามากๆ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้เรียนเป็นวิชาเอก เพราะตอนนั้นคงคิดแบบเดียวกับมิยาซากิ ตอนนี้ชีวิตแคบลงมากๆ แต่ก็ไม่คิดจะเลือกทิ้งป.โทปรัชญา เพราะว่า 38000 เราไม่ได้จ่ายเอง ไม่อยากให้เสียเปล่า หวังอย่างเดียวแล้วว่าจะเป็นครูสอนปรัชญาที่ทำให้เด็กชอบได้เหมือนที่เราเคยได้เรียนมา จะมีปัญหาหรือป่าวก็ไม่รู้

ถ้าอ.พิพัฒน์กับอ.ศากุนได้อ่าน อาจารย์ทำไมถึงเลือกเรียนป.โทปรัชญาครับอยากรู้จัง

สุดท้ายต้องขอบคุณ อภิญญา ที่เป็นกำลังใจสำคัญให้กับทุกๆเรื่อง :) 

January 07

จัดตั้งรัฐบาล

ช่วงที่ผ่านมาเกิดศึกแย่งกันจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้น ก็มีคนถามผมว่าให้หมักหรือมาร์กตั้งรัฐบาลดีกว่ากัน
ผมออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นพวกเลือกข้าง ตอนเลือกตั้งก็กาประชาธิปัตย์ เพราะอยากให้โอกาสอภิสิทธิ์ได้เป็นนายก
ส่วนส.ส.ที่ยังเห็นว่ากูทำประโยชน์ให้กับประชาชน โกงกินบ้าง (บ้าง จริงเหรอ!!) ก็ไม่เห็นเป็นไรนั้น ต่อให้เคยชอบก็ไม่เลือก
คนที่บอกว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จริงๆแล้วก็เลือกข้างอยู่ในใจ แต่เลือกที่จะไม่พูดแค่นั้น เพราะเบื่อหรือเพื่อประโยชน์บางประการก็สุดแล้วแต่ละคน
ผมเห็นว่าการประกาสเลือกข้างไม่เห็นจะเป็นไรเลย เพราะจะกระตุ้นให้เอาเหตุผลมาพูดกัน ไม่ใช่เลิกๆ ทิ้งปัญหาแล้วเริ่มใหม่ท่าเดียว
ปํญหาคือเหตุผลไม่ค่อยใช้ มีแต่ตูจะเอาเท่านั้น ดังตัวอย่าง
 
พ่อผมเกลียดพลังประชาชนมาก ถึงขนาดบอกว่า
พ่อ- ตอนนี้ประชาชนไม่อยากได้สมัครเป็นนายกร้อก
ผม- แล้ว 233 ของมันล่ะคับ หมายความว่าไง
พ่อ- ก็มันโกงเขามา ซื้อเสียงทั้งนั้น
ผม- ต่อให้ซื้อเสียง เขาจะไม่เลือกก็ได้ โดนซื้อเสียงไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบนี่นา
พ่อ- ไม่รู้แหละ แต่ประชาธิปัตย์ควรจะได้จัดตั้งรฐบาล
ผม- พูดงี้ไม่ได้น้า เด๋วไปทะเลาะกับคนที่ชอบทักษิณ
พ่อ- โอ้ยไม่มีคนชอบมันแล้ว
ผม- !!!
 
อีกตัวอย่างหนึ่ง เอามาจากคอลัมภ์คาบลูกคาบดอกของหมัดเหล็ก ที่ลงไทยรัฐ 7/01/2551
ผมกล้าฟันธงว่าเขาเลือกข้าง พปช. แต่ก็บ่นๆว่าสื่อทีวีเสนอข่าวไม่เป็นกลาง หรือเพราะว่าเขาอยู่ในฐานะคอลัมภ์ ไม่ใช่ผู้สื่อข่าว จึงสามารถเสนอความเห็นที่ไม่เป็นกลางได้ (หรือว่าเขายังคิดว่าเป็นกลางอยู่) ผมว่าไม่เห็นแฟร์เลยด่าแต่ทีวี ก็ทีวีมันไม่มีคอมลัมภ์นี่หว่า (ขนาดรายการวิเคราะห์ข่าวโดยเฉพาะ ยังโดนด่าเลย) แล้วเราก็เห็นหน้าคนพูด เขาต้องรับผิดชอบสิ่งที่พูดมากกว่า เขียนบทความอยู่เบื้องหลังซะอีก ชื่อจริงก็ไม่ได้ใช้
เขาเขียนว่า "รัฐบาลที่ไปปล้นอำนาจจากมือประชาชนก็เป็นรัฐบาลป่าเถื่อน เป็นยิ่งรัฐมาจากโกงอำนาจประชาชน น่ารังเกียจกว่า รัฐบาลที่มาจากการโกงเลือกตั้งมากมายหลายเท่านัก"
โอ้ว แล้วมันต่างกันตรงไหนวะเนี่ย ช่วยชี้แจงด้วยเถิด !!!

โดยส่วนตัวเห็นว่าควรให้สมัครรีบจัดตั้งรัฐบาลไปซะ ด้วยเหตุผลหลายประการ
1.ปชป.ไม่น่าออกมาพูดว่าจะรอโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลขนาดนั้น เพราะไงประชาชนก็เลือกพปช.มาตั้ง 233 มันจะเกิดภาพว่าปชป.ไม่แฟร์
2.ต่อให้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เสียงก็ปริ่มน้ำสุดๆ ลำพังแค่จะเอารัฐบาลผสม 6 พรรคให้เดินไปในทางเดียวกันก็ยากอยู่แล้ว เสียงฝ่ายค้านก็มาก ฟันธงว่าวาระประชาชนที่พูดไว้ไม่ได้ทำแน่ เมื่อบวกกับความไม่แฟร์ในข้อแรก มีหวังปชป.จะไม่ได้กลับมาเกิดอีกเลย
3.เคยอ่านนสพ.มา จำได้คร่าวๆว่า ในรัฐธรรมนูญบอกว่าเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยกทีม ผู้มีตำแหน่งหัวๆในกระทรวงห้ามออกเสียง รวม 36 เสียง แค่นี้ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้จัด
4.ก็บ่นกันไม่ใช่เหรอว่าสมัครมันทำงานไม่ได้เรื่องหรอก ก็ให้มันบริหารไป ถ้ามันเจ๊ง คนก็จะไม่เลือกอีก พวกหัวสมองของทรท.เดิมก็กระจัดกระจายไปมาก ไม่น่าจะไปรอด แต่ถ้ารอด ก็ต้องชมเขาดิ (ก็หมักเก่งจริง) แต่ถ้าโกง ก็ค่อยเรียกร้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตยกันต่อไป
 
ฉะนั้นผมสนับสนุนเติ้งให้ไหลไปจัดตั้งรัฐบาลครับ
December 26

ขอไว้อาลัยแด่ทุกความดี

ตอนนี้โลกเราเป็นของของทุนนิยม
ไม่รู้ว่าศตวรรษหน้าจะเป็นของมันอย่างนี้ต่อไปหรือไม่
รู้แต่ว่าโลกตอนนี้มันไม่น่าอยู่เอาซะเลย
ทั้งๆที่โลกแบบนี้มันไม่ต้องการคนดีซะหน่อย
เพราะเราสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่นได้ไม่อั้น
แต่ทำไมถึงยังเรียกร้องให้ต้องเป็นคนดีกันนัก
ทุนนิยม แกคงอยู่ไม่ได้ล่ะสิถ้าไม่มีคนดี
เพราะถ้าตอนนี้ไม่มีคนดี
คนก็จะรู้กันหมดว่าโลกของแกมันบัดซบแค่ไหน
เพราะคนดีเขาคอยสร้างความหวังให้แก่โลก
แต่แกก็ยังไม่วาย หาผลประโยชน์จากความหวังนั้นอีก
น่าเจ็บใจนะ ที่รู้แล้วแต่ทำอะไรมันไม่ได้
แต่น่าเจ็บใจกว่า ที่มีคนรู้มากมายแต่ไม่ได้คิดที่จะทำอะไร
ขอไว้อาลัยแด่ทุกความดีที่เหลืออยู่บนใบโลกนี้
 
อ่านตัวอย่างของทุนนิยมที่หาผลประโยชน์จากความหวังของคนดีได้ที่นี่
December 13

บังเอิญ

วันนี้ยืนตลอดสายบนรถเมล์เหมือนอย่างเคย
ด้วยความว่างจัดเลยนึกขึ้นได้ว่า
 
ชาติไทย 2 พยางค์
เพื่อแผ่นดิน 3 พยางค์
ประชาธิปัตย์ 4 พยางค์
พลังประชาชน 5 พยางค์
มัชชิมาธิปไตย 6 พยางค์
รวมใจไทยชาติพัฒนา 7 พยางค์
 
บังเอิญดีแท้
อย่าลืมไปเลือกตั้ง 23 ธ.ค.นะคับ ^^
November 17

เขาดิน พื้นที่เล็กๆ ที่ใจอันเป็นเด็กของเรา ถูกลืม

วันนี้ไปเดทกับหนุนที่เขาดิน
หลังจากที่เคยเดทมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ฉันพยายามโฆษณาคู่รักหลายคู่ว่า มันเป็นที่เดทที่อัศจรรย์มาก
แม้แต่โฆษณาเพื่อนฝูงทั้งหลายว่า มันเป็นสถานที่นัดรวมพลที่ไม่เลว
อากาศดีๆในเมือง เหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่
ในราคาประหยัด ค่าผ่านประตูแค่ 50 บาท อยู่ได้ทั้งวัน
กลับได้รับแต่ความฉงน และคำตอบที่ว่า
ไม่เคยมีชื่อเขาดินอยู่ในหัวเลยนะ --"
ฉันถามกลับในใจ แล้วเขาดินมันไม่ดีตรงไหนล่ะฮึ
 
จริงแล้วอาจจะเรียกว่าไปเดทไม่ได้ซะทีเดียว
เพราะฉันกระเตงน้องสาวไปด้วย
เดาว่ามันคงไม่ได้เห็นเขาดินมามากกว่า 10 ปี แล้ว
เพราะมันจำอะไรที่เขาดินไม่ได้เลย
ส่วนฉัน แม้ว่าความทรงจำในสมัยเด็กอาจจะหวนคืนมาบ้าง
"กรงนี้เดิมมันเคยเป็นแรดนี่หว่า"
"ฮิปโปเมื่อก่อนมันมีมากกว่านี้นี่นา"
แต่นั่น แสดงว่า ทุกอย่างที่เห็น ล้วนเป็นของใหม่
แล้วทำไมมันจะไม่น่าไปล่ะ
ได้เห็นเพนกวิน อยู่ในห้องกระจกติดแอร์ 2 เครื่อง
ไม่ต่างกับมนุษย์ที่อยู่ในตึกตรงไหนเลย
ได้เห็นวัยรุ่นเป็นกลุ่มๆมาเที่ยวเขาดินเหมือนกัน
แต่คงน้อยมากเมื่อเทียบกับในห้างสรรพสินค้า หรือในดรีมเวิลล์
ได้เห็นของเล่นที่เคยเล่นตั้งแต่ 3 ขวบ ณ ตอนนี้ก็ยังมีขายอยู่
แต่น่าเสียดายที่มันกลับขายไม่ออกแล้ว
ได้สัมผัสถึงเสียงหัวเราะและความเดียงสาของเด็กๆที่ไปเที่ยว
เป็นความสุขเล็กๆ ที่ไม่ต้องดิ้นรนมากเพื่อให้ได้มาเหมือนกับพวกผู้ใหญ่
ได้เห็นพื้นที่ของครอบครัว ที่นับวันจะหาได้ยากขึ้นทุกที
 
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจจะยังคิดว่า
ก็ไม่เห็นจะน่าไปขึ้นมาเลยซักนิด
คงต้องโทษผู้เขียนที่สื่อความรู้สึกเพื่อการชวนเชื่อไม่ได้เรื่อง
เอาเป็นว่าสำหรับฉัน มันยังเป็นพื้นที่ที่ยังคงความประทับใจ
ทำให้ยังตระหนักว่า ใจที่เป็นเด็กยังอยู่พร้อมกับการเติบโตของเรา
มันยังคงเป็นสถานที่ที่ฉันจะแนะนำต่อไป
ให้พวกท่านลองหันกลับไปมองดู
แม้จะไม่รู้ว่า ถ้าพวกคุณได้ลองกลับไปดูแล้ว
จะรักเขาดินเหมือนฉันบ้างไหมก็ตาม...
 
แค่ไม่อยากให้พื้นที่เล็กๆตรงนี้ ถูกลืม
ก็เท่านั้น
September 27

ขยัน(ยัง)ไม่เคยพอ

เคยฟังเพลง "เวลาไม่เคยพอ" ของแดนบีมไหม ถ้ายังไม่เคย ตามลิ้งนี้เลยนะ
 
อันนี้เนื้อที่แก้แล้ว
 
เราคงอยู่จุฬาได้อีกซักปี
ฉันเชื่อตัวเองเช่นนั้น ถึงได้ปล่อยวันเวลาไปไกล
ควรขยันเยอะๆก็ทำลืมไป
คิดว่าเหลือเวลาเท่าไหร่ก็พอฟิตทัน
 
กว่าจะบอกตัวเองว่าอย่ามั่นใจ
ก็เมื่อในเดือนสุดท้าย ไม่มีคะแนนมาข้างกายฉัน
อยากจะกลับไปฟิตตอนสอบก็ไม่ทัน ...
ฉันก็เหลือแค่เพียงเปเปอร์ ทำทั้งน้ำตา
 
* นาทีนี้เวลาที่มีไม่พอซักอย่าง
อยากมีหนทางดึงสิ่งต่างๆ ย้อนมา
จะอ่านtextไว้ จะทำทุกวันให้มีความหมายให้มีค่า
จะไม่ทำให้ ต้องปวดใจ...
 
** ฉันไม่มีวันได้เอคืนมา ฉันขอเวลาแก้ตัวอีกครั้ง
ที่ฉันเคยผิดพลั้ง มันยังทันใช่ไหม
ฉันเสียใจตลอดเวลา แค่ บี มันก็ยังไม่ได้
สุดท้าย (สุดท้าย) ได้แต่เอฟเท่านั้น...
 
ได้แต่เกลียดตัวเองที่ลืมนึกไป
ว่าโลกมีคำว่าสาย ไว้สะกิดใจให้ฉันรีบทำ
ได้แต่เซ็งคะแนนที่ตูพึ่งทำ
ที่ยิ่งย้ำว่าฉันมันผิดที่ชะล่าใจ
 
(*,**)
ฉันขอได้ไหม... โอกาสอีกครั้ง (จะขยันจากใจ)
ที่อาจารย์ต้องการ มันยังทันใช่ไหม
ฉันเข้าเรียนตลอดเวลา ทำไมคะแนนไม่ได้
เชื่อไหม (สุดท้าย) ยังขยันไม่เคยพอ...
 
แด่เพื่อน (โดยเฉพาะข้าพเจ้าเอง) ที่กำลังศึกษาอยู่ป.โททุกท่าน
สู้ต่อไป แค่นรกเล็กๆ บนดิน T_T !!!
August 20

กลิ่นแก้วกลางใจ ฉายเงาหญิงไทย เหยื่อของสังคม

ความจริงบทความนี้เสร็จสิ้นมากว่าสัปดาห์แล้ว ได้ส่งให้นิตยสาร "ขวัญเรือน" พิจารณา ผ่าน "สนามนักเขียน" ทางเวบไซด์ แต่จนป่านนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับ คาดว่าคงจะพลาดหวังไปเรียบร้อย จึงนำมาโพสทางสเปซให้อ่านกันดีกว่า

 

วันพุธที่แล้ว (8 สิงหาคม พ.ศ. 2550) ผมได้มีโอกาสชมละคร กลิ่นแก้วกลางใจ ทางช่อง 3 ตอนอวสาน (ที่ฉายตอนทุ่มนึง จันทร์-ศุกร์อ่ะ) และด้วยความที่ผมไม่ได้ดูทุกตอน แต่ตอนจบของเรื่องนั้นทำให้ผมเกิดคำถามคาใจหลายคำถาม จนต้องรีบไถ่ถามเรื่องราวของละครจากสมาชิกครอบครัวที่ได้ชมทุกตอน เมื่อเข้าใจเนื้อหาแล้วก็ยิ่งฉงน ว่าเหตุใดละครจึงเลือกเสนอประเด็นเช่นนี้

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของคน 3 คน คือ อรชุน ม.ร.ว.จิตตา และเมษา โดยอรชุน (แสดงโดย ธีระพงษ์ เหลียวรักวงศ์) กับจิตตา (แสดงโดยสินจัย เปล่งพานิช) นั้นมีความรักต่อกัน แต่เนื่องจากฐานะทางสังคมที่ต่างกันมาก คืออรชุนเพียงเป็นลูกชายของคนรับใช้ในบ้านของจิตตาเท่านั้น ทั้งสองจึงจำต้องทำใจต่อความรู้สึกที่ไม่อาจลงเอยกันได้นี้ หลังจากนั้นพ่อแม่ของอรชุนได้หาผู้หญิงให้มาแต่งงานด้วย ซึ่งก็คือเมษา (แสดงโดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี)  แต่แม้จะแต่งงานแล้ว อรชุนก็ยังคงมีความสัมพันธ์กับจิตตา (ซึ่งจิตตาก็รู้ว่าอรชุนแต่งงานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใคร) จนจิตตาตั้งท้อง ทำให้เมษาคิดแผนจะแก้แค้น อดทนรอวันที่จิตตาคลอดลูก เมษาแอบเข้าไปสับเปลี่ยนป้ายชื่อของลูกสาวของจิตตากับลูกสาว ของโสเภณีคนหนึ่งที่บังเอิญมาคลอดลูกในโรงพยาบาลเดียวกันแล้วทิ้งไป ลูกแท้ๆของจิตตาที่ถูกสับเปลี่ยนไปชื่อ พระพาย (แสดงโดย ศรีริต้า เจนเซ่น) ส่วนลูกของโสเภณีชื่อว่าอาโป (แสดงโดย อิศริยา สายสนั่น) เรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นความสัมพันธ์ของพระพาย อาโป กับอัสนี (พระเอกของเรื่อง) ซึ่งได้รับผลจากการกระทำของคนรุ่นพ่อแม่ (โดยเฉพาะแผนการของเมษา)

แต่ตอนจบของเรื่องก็เป็นสุขนาฏกรรม คือจิตตารู้ความจริงว่าพระพายคือลูกที่แท้จริง และก็ไม่ได้ผูกใจเจ็บกับเมษาและอาโป ทั้งยังรับอาโปไปดูแลเหมือนอย่างเคย ส่วนเมษาเข้าโรงพยาบาล อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ หล่อนผมขาวโพลน กลายเป็นคนแก่ที่เต็มไปด้วยโรคต่างๆ ความแค้นตลอดชีวิตยังคงกัดกินหล่อนต่อไป

เมษายืนมองบ้านกลิ่นแก้ว เอามือจับที่ป้ายไม้เก่าๆ ฝีมือของอรชุน ความรักเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลกความเกลียดทำลายแม้ตัวเอง…” ซึ่งประโยคนี้เรียกได้ว่าเป็นสโลแกนของเรื่อง

รายละเอียดในละครที่ไม่ได้มีในเรื่องย่อนี้คือ อรชุนก็มีความรักให้กับเมษาเช่นกัน จากเนื้อความในจดหมายที่อรชุนเขียนให้จิตตาว่า ถึงน้องหญิงที่รัก บ้านกลิ่นแก้วเหลือแค่ตกแต่งเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆ .... วันนี้พี่ทะเลาะกับเขาอีกแล้ว   การแต่งงานทำให้ความรักจืดจางจริงหรือ  ถ้าเขาตัดสินด้วยการทานข้าวด้วยกัน  การพาไปดูหนัง   ก็คงใช่   แต่ถ้าตัดสินด้วยการผูกพันจนชีวิตละลายกลายเป็นหน่วยเดียวกัน   พี่คิดว่าพี่รักภรรยาของพี่มาก…..”

ความรักของอรชุนอยู่ที่เดิม ทั้งสำหรับคุณและฉัน   พอทีเถอะนะคะ  อย่าจมปลักอยู่กับความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวของสามีคุณ  ลุกออกมาจากตรงนั้นเสียที จิตตากล่าวกับเมษา

 

สิ่งที่น่ากลัวกว่า ความเกลียดทำลายแม้ตัวเอง

ถึงตรงนี้สิ่งที่ผมฉงนก็คือ จากข้อความที่ป้ายหน้าบ้านกลิ่นแก้ว จนถึงประโยคนี้ของจิตตา เท่ากับว่าละครต้องการจะเน้นว่าการกระทำของเมษาเป็นสิ่งที่ผิด มากกว่าจะบอกว่าการกระทำของอรชุนเป็นสิ่งที่ผิดอย่างนั้นหรือ ทั้งๆที่ต้นเหตุของการกระทำของเมษานั้นก็เป็นเพราะอรชุน แม้จิตตาจะผิดด้วยเพราะปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่มีกับอรชุนให้เลยเถิด ทั้งๆที่รู้ว่าอรชุนแต่งงานแล้วก็ตาม แต่ท้ายที่สุด หากอรชุนเป็นฝ่ายคุมกำหนัดได้แล้ว ลูกของทั้งสองก็จะไม่เกิดอยู่ดี เท่ากับว่าหากอรชุนไม่ทำเช่นนี้ เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นสุขนาฏกรรมตั้งแต่ต้น เพราะอรชุนก็รักเมษาเหมือนกัน คงไม่เกิดกรณีหย่าร้าง และเมษาก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในส่วนที่เธอควรจะได้รับอีกด้วย

การกระทำของอรชุนนั้นไม่ต่างกับการมีชู้  หากการประพฤติผิดในกามนั้นมีสาเหตุมาจาก รักแท้ แล้ว จะสามารถให้อภัยการกระทำนี้ได้อย่างนั้นหรือ

คงมีหลายคนที่คิดจะตอบว่ารับได้ ก่อนตอบลองคิดดูว่าหากเป็นสามีหรือลูกเขยของคุณ คุณยังคงจะรับได้อยู่อีกหรือไม่ หากมั่นใจว่ายอมรับได้ ผมก็ไม่แปลกใจนัก เนื่องจากว่านี่เป็นความสัมพันธ์ที่ผู้ชายเป็นผู้ก่อ ซึ่งสังคมไทยมีคำกล่าวที่ว่า ผู้ชายที่ไม่เจ้าชู้ก็เหมือนงูที่ไม่มีพิษ หากลองมองในมุมกลับ ถ้าเกิดความสัมพันธ์ในลักษณะนี้แต่มีผู้หญิงเป็นผู้ก่อบ้าง ฝ่ายหญิงไปพบแฟนเก่าแล้วได้เสียกันจนตั้งท้องเพราะความรักที่เคยมีให้กัน และฝ่ายหญิงก็ยังรักสามีคนปัจจุบันด้วย หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับภรรยาหรือสะใภ้ในบ้านของคุณ จะยอมรับได้หรือไม่ ผมมั่นใจว่าในกรณีหลังนี้สังคมไทยยอมรับไม่ได้

ฉะนั้นการที่ละครเรื่องนี้สามารถนำเสนอการกระทำของอรชุนได้ โดยไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านจากสามัญสำนึกของผู้ชมมากนัก นั่นไม่ใช่เพราะว่าอรชุนกับจิตตามีรักแท้ต่อกัน แต่เป็นเพราะอรชุนเป็นผู้ชายต่างหาก

ลองคิดดูสิครับ หากลูกหลานของเราดูละครเรื่องนี้แล้วเข้าใจว่าการมีรักแท้นั้นมีคุณค่าถึงขนาดที่สามารถผิดลูกผิดเมียคนอื่นได้ ถ้าพวกเขามั่นใจว่าตนได้พบกับรักแท้แล้วก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยที่เหมาะสมได้ แม้จะผิดพลาดถึงขั้นให้กำเนิดเด็กก็น่าจะเป็นสิ่งที่สังคมรับได้ ทั้งๆที่เด็กนั้นอาจไม่ได้ตระหนักถึงขั้นที่ว่า เป็นเพราะสังคมไทยมีแนวโน้มจะยอมรับและให้อภัยในการกระทำของฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นการกระทำของฝ่ายหญิง พวกเธอจะตกเป็นจำเลยของสังคมทันที

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา จากการกระทำแบบอรชุน

                การที่เราไม่กล่าวโทษผู้ชายว่าควรจะเป็นฝ่ายที่คุมกำหนัดของตนเองนั้น ทำให้ผู้หญิงไทยตกเป็นเหยื่อของสังคมโดยไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ ดังจะเห็นได้จากการโทษฝ่ายหญิงในกรณีที่ถูกข่มขืนว่า แต่งตัวล่อแหลมบ้าง หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมบ้าง หากมองผู้หญิงอย่างเข้าใจ กรณีของการแต่งตัวล่อแหลมนั้นถูกผูกติดกับคุณค่าของผู้หญิง กล่าวคือสังคมไทยเห็นว่าผู้หญิงสวยมีคุณค่า ถ้าฉันไม่แต่งตัวฉันก็จะไม่สวย ไม่มีคนมอง ถูกตีตราว่าขึ้นคานได้อีกต่างหาก ปัญหานี้ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอันเนื่องมาจากการที่สื่อนำเสนอแต่ภาพผู้หญิงสวยหุ่นดี ทำให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างเข้าใจว่าเป็นแนวทางที่สังคมคาดหวัง ผู้ชายจะเห็นจนชินตาแล้วซึมซับเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวว่า อย่างนี้เรียกว่าสวย (ซึ่งภาพของผู้หญิงสวยในสมัยก่อนต่างออกไป ก็เพราะค่านิยมในสังคมที่แตกต่าง) ผู้หญิงถูกผูกคุณค่าไว้กับความสวย หากไม่สวยก็ไร้ซึ่งคุณค่า จึงเป็นที่มาของการแต่งตัวเพื่อให้สังคมมองว่าเป็นคนสวย สิ่งเหล่านี้เองที่ครอบงำความคิดทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งไม่มีทางสลัดหลุดได้โดยง่าย แม้จะตระหนักรู้ก็ตามที

ในส่วนของการกล่าวอ้างว่าผู้หญิงไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมยามวิกาล ก็ให้ลองคิดง่ายๆดูว่า บ้านฉันอยู่ในซอย ทำงานแล้วกลับบ้านดึก ถ้าถูกข่มขืน ฉันก็ผิดอีกสินะ แล้วเรายังจะกล่าวโทษผู้หญิงได้อีกหรือ

ในกรณีที่เด็กในวัยเรียนเลยเถิดจนมีลูก เด็กผู้หญิงต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนฝ่ายเดียว แม้จะรู้ตัวฝ่ายชายคู่กรณีก็ตาม ซึ่งฝ่ายชายอ้างได้สารพัดว่าไม่ใช่ลูกของตน ในขณะที่ถ้าเด็กหญิงเครียดเลี้ยงลูกไม่ไหวเอาลูกไปทิ้งก็จะโดนตราหน้าว่าเป็นแม่ใจร้าย เด็กใจแตก ซึ่งสังคมไทยดูเหมือนจะไร้ทางออกให้กับผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้

การที่สังคมไม่กล่าวโทษผู้ชายว่าเป็นคนผิดนั้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวว่าละครมีส่วนในการตอกย้ำความคิดดังกล่าวได้ โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผู้จัดละครควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมในแง่นี้หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่า หากเราตระหนักถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นมากพอ ก็จะเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังในเชิงลึกเหล่านี้จะมีผู้ชมละครซักกี่คนที่จะตระหนักถึง เนื่องจากละครเป็นสื่อบันเทิง ดูเพื่อผ่อนคลายความเครียด จึงไม่แปลกที่ดูแล้วจะไม่อยากคิดมาก ยิ่งดูยิ่งเครียดแล้วจะดูไปทำไม ละครจึงไม่ค่อยมีบทสรุปเป็นโศกนาฏกรรม หากกลิ่นแก้วกลางใจจบในลักษณะที่ว่า เมษาติดคุกเป็นบ้าไป จิตตาถูกฆ่าตาย พระพรายเก็บกดความแค้นนี้ไว้แทน อาโปเสียคน ละครเรื่องนี้คงขายไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นบทสรุปที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากกว่า

ถึงอย่างไรเสีย ประเด็นเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สังคมควรที่จะร่วมกันหาทางแก้ไข เพราะหากมีคนเป็นแบบอรชุนขึ้นมาจริงๆแล้วเรื่องราวจะจบแบบแฮปปี้ได้อย่างในละครซักกี่มากน้อย

------------------------------------ 

August 01

ทวนความจำ มองต่างมุม จัดเรตภาพยนตร์

ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาวิชาการ "มองต่างมุม : จัดเรตภาพยนตร์อย่างไรให้เหมาะกับวัฒธรรมไทย" ที่มธ. จัดโดยวิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา จึงอยากแชร์ประสบการณ์
 
คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว หนึ่งในวิทยากรได้เล่าเหตุการณ์ที่ตัวเขาได้มีโอกาสคุยกับผู้กำกับชาวฝรั่งเศสเรื่องของการจัดเรตว่า หากมีผู้ชมภาพยนตร์ที่ละเมิดกฏโดยการเข้าไปชมภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสมกับตนเองจะมีวิธีจัดการอย่างไร เขาก็งงกับคำถามของคุณปรัชญา เพราะว่าไม่มีใครละเมิดอยู่แล้ว มันเหมือนตัวอย่างเรื่องประชาธิปไตยที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า คุณดำรง พุฒตาลเคยไปสัมภาษณ์นักวิชาการ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเยอรมัน) เรื่องประเทศเค้ามีการซื้อเสียงหรือไม่ เขาก็งงแบบเดียวกัน ว่าการซื้อเสียงคืออะไร ผมคิดว่าความไม่ซื่อสัตย์ ความเห็นแก่ตัว เหล่านี้มันฝังอยู่ในวัฒธรรมของสังคมไทยไปแล้ว เพราะสังคมไทยชินกับความไร้ระเบียบ (ประโยคนี้เป็นของกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับมาตรการที่ทางกระทรวงเลือกใช้ซักเท่าไร) รากเหง้าของคนไทยนั้นคงไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยง่าย ดังนั้นการจัดเรตติ้งก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับระบอบการปกครองของเรา
 
ตัวแทนทางฝ่ายของรัฐบาลคือคุณลัดดา ตั้งสุภาชัย แกบอกว่าการจัดเรตนี้ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่มีเสียงเรียกร้องจากประชาชน จึงต้องทำ  แต่เรตส่วนใหญ่นั้นเป็นแบบ PG คือ parent guide ซึ่งคุณสุธากร (ถ้าจำชื่อไม่ผิดเพราะเป็นวิทยากรรับเชิญพิเศษไม่ได้ถูกระบุชื่อไว้ในเอกสารประกอบการเสวนา ผมเองก้เลินเล่อลืมจดมา) ซึ่งเคยเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ได้ให้ความเห็นว่า ในเมื่อมีคนเรียกร้องมาให้ช่วยจัดการเรื่องนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นผู้ปกครองนะ แต่คุณไปบอกว่าผู้ปกครองต้องให้คำแนะนำ แล้วมันจะเกิดประโยชน์หรือไม่ เพราะกลับกลายเป็นว่าคุณตีโจทย์กลับไป โอเคว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ปกครองตระหนักในปัญหานี้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เนื่องจากเด็กที่โตในระดับมัธยมก็คงไม่ได้ดูหนังกับผู้ปกครองแล้ว ก่อนจะดูคงไม่ได้มารายงานว่า พรุ่งนี้ผมจะไปดู ตั๊ดสู้ฟุตนะ (สมมติ) มีคำแนะนำไหม ต่อให้ถาม ผู้ปกครองที่ไม่เคยได้ดูหนังมาก่อนจะให้คำแนะนำได้อย่างไร  ก็คงได้แต่ห้ามเด็กดูหนังที่ติดป้ายห้าม ก็ต้องตั้งคำถาม 2 อย่างคือ จะเข้าทางยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุหรือไม่ (แหง) และผู้ปกครองไม่สามารถดูแลบุตรหลานของตนได้เลยหรืออย่างไร
 
ผศ.ดร.ชวนะ ภวกานันท์ หนึ่งใน 7 อรหันต์ของกองเซ็นเซอร์ที่ขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นก็บอกว่า ชื่อมันบอกอยู่แล้วว่าเซ็นต้องเซอร์ อะไรที่มันผิดต่อ 3 สถาบันหรือขัดกับวัฒธรรมไทยแบบว่าเห็นกันชัดๆนั้น ก็ต้องตัด แต่ไอ้ที่ไม่ชัดเช่น คำด่าว่าไอ้ช้างยิ้ม มันไม่ชัดก็พิจารณากันลำบาก ก็เท่ากับว่าคุณเจ้ยผู้กำกับแสงศตวรรษก็ซวยไปที่ไม่รู้จักใช้ทริก คุณชวนะแกยังบอกอีกว่า รู้ว่าพอเซ็นเซอร์ไปแต่พอฉายจริงก็ไม่ได้ถูกตัดก็มี ผมงงที่ว่ารู้ทั้งรู้ตั้งหลายอย่างในเรื่องที่ไม่เป็นธรรมนั้น แล้วทำไมไม่คิดจะแก้ไขให้มันดีขึ้น ทั้งๆที่อยู่ในฐานะที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงได้ แล้วออกมาแก้ตัวเพื่ออะไร
 
คุณนที ตัวแทนกลุ่มชาวสีม่วง ผู้เข้าร่วมฟังที่ต้องการเรียกร้องหนังที่หากินกับเพศที่ 3 อย่างไม่มความรับผิดชอบ ได้ลุกขึ้นมาเล่าประสบการณ์ว่าตนเรียนต่อป.โทอยู่ที่ม.เชียงใหม่ แล้วมีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเพื่อนร่วมชั้นที่มีหน้ามีตาในสังคมทั้งหลายก็บอกว่าพวกเขาไม่แบ่งแยกเพศ คุณนทีทนไม่ได้ สวนกลับไปว่าไม่จริง หากพวกคุณไม่แบ่งแยกจริง พวกคุณต้องกล้ามายืนฉี่ข้างๆผม เพราะคุณติดภาพว่าชายไม่จริงทั้งหลายจะต้องแอบดูของคนอื่น ซึ่งเป็นการแบ่งแยกที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดแล้ว
 
คุณสรวงมณฑ์ สิทธิมาน บรรณาธิการนิตยสาร mother&care กล่าวว่าทำไมหนังตลกต้องใช้คำหยาบคายหรือเรื่องเพศด้วย เมื่อก่อนตนดูหนังก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอมีลูกแล้วมุมมองตรงนี้ก้เปลี่ยนไป คุณโดมสุขวงศ์ นักวิชาการที่หอภาพยนตร์ได้ให้ความเห็นว่า คนที่ชอบดูตลกแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี ไปห้ามเขาดูไม่ได้ น่าสนใจที่ว่าไม่ทราบว่าคุณโดมมีลูกหรือไม่ แต่เชื่อเหลือเกินว่า หากเขามีลูกคงไม่เป็นกังวลเหมือนกับคุณสรวงมณฑ์ เพราะคุณโดมเชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ว่าจะสามารถเป็นคนดีได้ แม้จะเสพย์สิ่งเหล่านี้ก็ตาม สังคมจะมีกระบวนการขัดเกลาในตัวของมันเอง เพราะตัวคุณโดมเอง (รวมถึงคุณสรวงมณฑ์ ในความเข้าใจเดียวกัน) ก็เติบโตมาในยุคที่ยังไม่มีการควบคุมเลยเหมือนกัน
 
สุดท้ายเพื่อนร่วมเสวนาของผม อภิญญา (หนุน) ก็ได้ตั้งข้อสังเกตและถามณภคดล (อิก) ว่า วัฒนธรรมการขำของคนไทยมันเคยเปลี่ยนไปด้วยหรือ (คือไม่ใช้คำหยาบคายและเรื่องเพศ) ได้ยินปุ๊บก็เดาคำตอบได้เลย ผมก็ขำอยู่ในใจ "นั่นสิเนอะ"
 
July 14

ต้องให้จูงเลยรึ

ถนนเส้นหนึ่ง มีโค้งอันตรายมาก เกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ จึงต้องหาป้ายมาปักเตือนไว้หลายจุด หลายเดือนผ่านไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงตัดสินใจรื้อป้ายออกให้หมด แล้วเปลี่ยนวิธีการ... 
 
หลังจากนั้นก็ไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกเลย เพราะคนขับรถระมัดระวังตัวกันอย่างมาก แต่ไม่ได้ระวังว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรอกนะ  แต่เพราะ... กลัวขับไปชนศาลบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนทางโค้งนั้นต่างหาก
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..