Visit's profilekappathaiPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 26 หนังโป๊ ตอน 2น่าคิดนะครับว่าทำไมสื่อประเภทนี้จึงตอบสนองผู้รับสารที่เป็นชายเท่านั้น เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเพราะผู้ชายมีความต้องการทางเพศมากกว่าผู้หญิง การมีอารมณ์ความรู้สึกทางเพศนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายๆเพียงแค่เห็นรูปร่างของผู้หญิง (แต่ระดับความหื่นของผู้ชาย ที่จะมีอารมณ์ยากง่ายต่างกัน หรือคิดไปในทาง "ดิบ" มากแค่ไหน) ผู้หญิงที่แต่งตัวสวยๆนั้น เธอมักจะคิดเพียงว่าเธอสวย เกิดความมั่นใจ แต่ผู้ชายอาจไม่ได้แค่สวยนะครับ ในขณะที่ผู้หญิงนั้นผมคิดว่าคนที่จะเห็นเรือนร่างผู้ชายแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศทันทีนั้นเป็นไปได้ยากกว่า ผู้หญิงต้องการอารมณ์ บรรยากาศ หรือความรัก เป็นปัจจัยประกอบกันขึ้นกว่าจะเป็นความใคร่ขึ้นมา คุณผู้หญิงที่อ่านแล้วคิดไม่เหมือนผมนั้นแย้งได้นะครับ ที่ผมคิดอย่างนี้ เพราะผมเคยถามเพื่อนผู้หญิงอยู่บ้างว่าดูภาพผู้ชายวับๆแวมๆแล้วรู้สึกไปอย่างนั้นหรือเปล่า ส่วนใหญ่เค้าคิดเพียงแค่ว่ารูปร่างดี น่าสัมผัส น่าโอบกอด ก็ว่ากันไป แต่ไม่ไกลถึงขั้นมีอารมณ์ ดังนั้นแม้ผู้หญิงจะดูหนังโป๊ ก็จะไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก ยิ่งหากได้พบเห็นภาพความรุนแรง การมีเซ็กซ์ที่ไม่ถนอมคู่ของตน ก็ยิ่งทำให้ผู้หญิง ไม่อยากที่จะดู ตรงกันข้าม เมื่อพวกเขาได้ดูฉากอิโรติกในหนัง ซึ่งเกิดขึ้นจากความรัก หรือความถวิลหาจากทั้ง 2 ฝ่าย พวกเธอกับวิ้ดว้าว ใจเต้นได้มากกว่า ส่วนผู้ชายก็ดูเพื่อระบายความกำหนัดของตนเองเป็นเบื้องต้นมั้งครับ
มายาคติของผู้หญิงที่ถูกทำให้บิดเบือนไปโดยสื่อ ก็เช่น โฆษณาต่างๆที่บอกให้ผู้หญิงต้องแคร์สายตาของผู้ชาย เช่น การทารักแร้ให้ขาว จะได้ไม่อายเมื่อถูกมอง การทำผมให้เรียบสวย เพื่อผู้ชายจะได้ไม่ดูถูกเมื่อเห็นว่าเธอหัวฟู เป็นต้น ซึ่งความจริงแล้ว ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาผู้ชายเลยแม้แต่น้อย อย่างที่ได้กล่าวไปว่า ผู้ชายไม่ได้มองผู้หญิงแต่แค่ว่าสวยจังอย่างเดียวนะครับ ผมเชื่อว่าหลายครั้งที่ผู้หญิงมีเซ้นว่าสายตาผู้ชายบางคู่ มันคุกคามเธอมากกว่าจะทำให้เธอเกิดความมั่นใจ มันมีผู้ชานยหลายระดับ ที่บางคนอาจจะแอบมอง หากผู้หญิงรู้ว่ามอง ก็จะชายตาหนี แต่ก็มี(มากด้วย)ที่จงใจมองอวัยวะบางส่วนอย่างโจ่มแจ้ง และไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิด เพราะว่า "มองแต่ตา มือไม่ต้อง ของไม่เสีย" ค่านิยมเหล่านี้ นอกจากจะเป็นอันตรายแล้ว ผู้หญิงอาจจะเข้าใจผิดว่า หากทำให้ผู้ชายหันมามองได้ ก็จะทำให้เธอดูมีค่ามากขึ้น ทั้งๆที่ผู้ชายอาจจะไม่ได้มองความงามที่เพิ่มขึ้นนั้นในแง่ของคุณค่าเลยแม้แต่น้อย
สื่ออีกประเภทหนึ่งคือละครทีวี นิยายรักหวานแหววของไทยหรือการ์ตูนรักๆใคร่ๆของญี่ปุ่นที่มีพลอตแบบว่า นางเอกจะถูกพระเอกข่มขืนด้วยความรัก ซึ่งแท้จริงแล้ว น่าจะต้องแยกระกหว่างความรัก กับความเหมาะสมถูกผิด คุณผู้หญิงที่รู้สึกสยิวกิ้วกับบทเหล่านี้ ผู้ชายที่พูดน้อย เถื่อนนิดๆ กำลังจะใช้กำลังบังคับ เพราะว่าเค้ารักฉัน และการที่ฉันขัดขืนพอเป็นพิธีนั้น อท้จริงแล้วมันคือความสุขจริงหรือไม่ ในชีวิตจริงเราต้องการได้ผู้หชายที่มีลักษณะแบบนี้จริงหรือ ผมว่าหากเจอจริงๆคงจะสยิวไม่ออกหรือเปล่า ใครรู้ช่วยตอบที
หนังโป๊มีมุมมองทางศิลปะหรือไม่ ผมว่ามันน่าจะมีนะครับ แต่ว่าขึ้นอยู่กับว่ามันมีในระดับใด หนังโป๊หลายเรื่อง มีมุมกล้องและการจัดแสงที่ดี แต่เพียงแค่นี้จะถือว่าเป็นศิลปะหรือไม่ โครงเรื่อง และการมีเซ็กซ์ของคู่ชายหญิงในหนังโป๊ก็อาจเป็นศิลปะได้เช่นเดียวกัน หากเราสามารถสังเกตได้ว่าทั้งคู่พอใจในกิจกรรมที่ทำร่วมกันอยู่ ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกที่สุนทรีย์มากกว่า การเห็นผู้หญิงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ในความเป็นจริง ผู้บริโภคหนังโป๊ส่วนใหญ่ ต้องการความสุนทรีย์หรือ คลิปหลุดมากมายเป็นที่นิยมโหลดในเวบบิทอย่างมาก หนังแนวข่มขืนมีมากมาย ดดยส่วนลึกของบุคคลที่ชอบโหลดหนังแนวเหล่านี้นั้น ต้องการเห็นความชิบหายของคนที่ถูกถ่าย หรือมีความรู้สึกด้านมืดแวบหนึ่งว่า อยากเห็นเหตุการณ์ข่มขืน ผมไม่รู้หรอกนะครับ เพราะผมสาบานได้ว่าไม่เคยดูหนังแนวนี้ (แนวข่มขืน)
ปัญหาสุดท้ายที่จะทิ้งท้ายไว้สำหรับผู้ชาย ถามว่า คุณแยกระหว่างผู้หญิงที่เอาไว้ดูเพื่อสำเร็จความใคร่ กับผู้หญิงที่จะมาเป็นแม่ของลูกของคุณหรือไม่ เพราะเชื่อแน่นอนว่า คุณคงไม่อยากให้แฟน (ซึ่งคุณรัก) เป็นดาราจำเป็นให้คนอื่นทำกิจอย่างว่า !!!
ความคิดที่ว่า "การดูหนังโป๊แล้วช่วยตัวเองอยู่กกับบ้าน" ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนนั้น จริงหรือครับพี่น้อง ตั้งคำถามปลายเปิดไว้ครับ อย่าถามผม เพราะผมไม่ได้ปราศจากมลทิน แต่อยากให้มองเรื่องหนังโป๊ให้ลึกๆครับ เพราะเรื่องนี้ผมคิดว่าผู้ชายอย่างเราควรจะต้องมีสำนึกรับผิดชอบเต็มๆ อย่างน้อยที่สุดก็คือทัศนคติในหัวของเราเอง
อยากให้ติดตามกระทู้ด้วยนะครับ ผมจะตอบในบอร์ดอักษรเป็นหลัก คุยเรื่องหนังโป๊ดูไหมhttp://www.arts.su.ac.th/ArtsWB/content.php?qNo=4002&count=2 ผมโพสไว้เอง ในเวบบอร์ดอักษร โพสไว้ในนี้ด้วย จะคุยกันที่ไหนก็ตามสบายเลยครับ หนัง AV ในที่นี้หมายถึงหนังโป๊ ครับ ซึ่งผมรู้สึกว่าหนังโป๊นั้นเป็นสื่อการเรียนรู้เรื่องเพศที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย ซึ่งเดี๋ยวนี้เด็กประถมมันก็เคยดูกันแล้ว (ส่วนตัวผู้เขียนได้ดูครั้งแรก ตอนเรียนจบม. 6 ใหม่ๆ) ซึ่งเรื่องนี้คอมเฟิมมาจากนักเรียนที่ผมเคยสอนพิเศษด้วย เค้าเป็นเด็กผผู้หญิงป. 6 ที่โตเร็วมาก แบบว่าเอารูปในไฮไฟว์ให้สหายดู เค้านึกว่าอย่างน้อยต้องอยู่ม.ปลาย มันบอกว่าเพื่อนมันได้ดูหนังโป๊กันแล้ว แวบแรกที่ผมคิดคือ น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะว่าหนังโป๊ที่มีเกลือนอยู่ในเมืองไทยนั้น มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีตั้งแต่ การมีเซ็กซ์ของคู่หญิงชายธรรมดา เพิ่มระดับความซาดิสมากขึ้น ไปจนถึงการสร้างสถานการณ์เป็นเรื่องราว เช่นเป็นชู้ ข่มขืน ฯลฯ ซึ่งเด็กประถมที่ดูนั้น หากได้ดูหนังแบบข่มขืนก็ไม่ดีแน่ โดยที่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่จะได้ดูของพวกนี้น้อยกว่า จึงตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย ส่วนที่น่าจะชวนคุยเพื่อเป็นประเด็นต่อไปได้ มีดังต่อไปนี้ หวังว่าจะมีคนเข้ามาชวนคุยกันบ้าง - เด็กจะไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่าการมีเซ็กซ์ที่ดีนั้นเป็นอย่างไร เพราะหนังโป๊ส่วนใหญ่จะไม่เสนอด้านของความรัก (ไม่รู้ว่าเพราะมันไม่ซู่ซ่า จนจะไม่มีคนดูหรืออย่างไร) ดังนั้นเซ็กซ์ที่เด็กเหล่านี้เรียนรู้จะเป็นเรื่องของความใคร่เท่านั้น เด็กพวกนี้จะเห็นเพื่อนผู้หญิงของเขาเป็นวัตถุทางเพศ ตั้งแต่ป. 6 หรือไม่ - หนังโป๊ขาดมิติทางสังคมเรื่องความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจมีเซ็กซ์ทั้งที่ถูกและที่ผิดศีลธรรม สังคมไทยจึงควรอยู่หรือที่จะปกปิดแล้วปล่อยให้เด็กได้ไปเรียนรู้จากสื่อเหล่านี้เอง - การมีเซ็กซืที่แคร์ความรู้สึกของอีกฝ่ายนั้น ปรากฏน้อยมากในหนังโป๊ การเข้าใจว่าผู้หญิงจะมีความสุขกับรูปแบบเซ็กซ์ที่รุนแรง ค่านิยมที่ว่าผู้ชายต้องใหญ่จึงจะทำให้ผู้หญิงพอใจได้ สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่อันตรายทั้งสิ้น - น่าคิดว่าสังคมที่ผลิตหนังโป๊นั้นเป็นแบบไหนกัน จึงสามารถผลิตหนังโป๊ได้หลายรูปแบบขนาดนี้ ไว้แค่นี้ก่อน จะรอดูผลตอบรับ คุยกันเยอะๆนะครับ December 16 กรรมมึง กูไม่ผิดสงสัยครับ เหตุใด ผู้หญิงที่มีสามีไปมีอีหนู พระจึงต้องเทศน์ว่าเพราะเธอผู้นั้นมีกรรมเก่า เคยไปผิดลูกผิดผัวเมียคนอื่นในชาติที่แล้ว เทศน์ตรงๆกันไม่ได้เหรอครับว่า ผัวเธอแม่งชั่ว ซวยไป !!! เทศน์แบบนี้เหมือนต้องให้ผู้หญิงต้องยอมรับที่เธอไม่ได้ก่อ อย่างนี้ผู้ชายก็มีอีหนูสบายเลยครับ แล้วอ้างว่าเมียของพวกเขามีกรรมเก่ามาแต่ชาติปางก่อนเอง ผมไม่ผิดซักหน่อย หรือผู้ชายที่รักเดียวใจเดียวนั้น เพราะว่าผู้หญิงนั้นทำกรรมเก่าไว้ดีมาก ชาตินี้จึงไม่ต้องทุกข์ระทม ทั้งๆที่ผู้ชายโคตรจะดีเลย ทำไมครับ ชมเขาดังๆไม่ได้เหรอ หรือจบแค่ว่าไอ้คนนั้นมันกลัวเมีย ผมว่าเรื่องกรรมเก่าเนี่ย นอกจากไว้ปลอบใจตัวเองที่ไร้ซึ่งทางออก หรือหมดหนทางแก้ไขสถานการณ์แล้ว ผมไม่ค่อยเห็นเลยว่า มันจะใช้สอนเรื่องศีลธรรมได้ !!! December 02 จารึกบทสัมภาษณ์...แบบว่าพูดออกมาได้อย่างไรพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยอมรับว่าได้แจ้งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อไม่ให้เอาผิดกับผู้ชุมนุมจริง และหากต้องการได้ทำเนียบรัฐบาลคืนโดยเร็วก็ต้องทำหนังสือมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่เอาผิดและไม่คิดค่าเสียหาย เพราะการมาเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อชาติบ้านเมือง
"ถ้ามีการฟ้องแกนนำ 11 คนเรียกค่าเสียหาย 1,000 ล้านบาทจริง และฟ้องเรียกค่าเสียหายที่สนามบินสุวรรณภูมิวันละ 123 ล้านบาท ให้มาคิดเอากับผม แต่บอกไว้ก่อนว่ามีแต่ตัวไม่มีอะไรจะให้" พล.ต.จำลองกล่าว
ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ แถลงว่า ได้ประสานไปยังหลายองค์กรเพื่อให้มาร่วมตรวจสอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลก่อนส่งคืนสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนถ้ามีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายก็ไม่มีปัญหาเราพร้อมรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ แต่คงไม่มีเงินจ่าย
นายสุริยะใสยังกล่าวอีกว่า จะให้ทนายพธม.จะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับปลัดสำนักนายกสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อถอนคดียึดทำเนียบรัฐบาล
---------------------
จริงๆแล้วน่าจะจารึกไว้ตั้งนานแล้ว คงได้บล็อกยาวเหยียด ไว้จะหามาลงเพิ่ม จะได้ไม่ลืมว่าประวัติศาสตร์ไทย เคยต้องไว้อาลัยให้แก่หลักนิติธรรม ซึ่งไม่สามารถบังคับใช้ได้ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย November 21 ประเทศไทย วิกฤติคุณค่าช่าววันนี้
เด็กราชวินิตบางเขน ต่อยครูฝ่ายปกครอง เพราะว่าตนเองตัดสกินเฮดมา ผิดระเบียบ
ที่เด็กตัดสกินเฮดมา เนื่องจากโดนครูฝึกรด.กล้อนผมหน้าจนแหว่ง จึงหาทางออกโดยการผิดระเบียบ
เพื่อนครูด้วยกันเสริมว่าเด็กคนนี้เคยขโมยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มากก่อน เด็กขอร้องให้ช่วยผ่อนผัน
เด็กบอกว่ามันเป็นเรื่องเมื่อ 6 เดือนก่อน เค้าไม่ได้ขโมย บอกครูแล้วครูไม่ยอมเชื่อ
แต่ครูฝ่ายปกครองไม่ยอม จะเอาเรื่องให้ได้ ด้วยการโกนขนคิ้ว ลงท้าย โดนเด็กต่อย 2 หมัด บวม!!
ครูเลยแจ้งความฐานทำร้ายร่างกาย ผู้ปกครองต่อรอง ให้เด็กขอขมา ครูฝ่ายปกครองไม่ยอม
ผู้ปกครองจึงแจ้งความกลับ ว่าทำเกินกว่าเหตุ และหมิ่นประมาทด้วยความเท็จ
ครูโดนสื่อมวลชนถ่ายภาพแล้วหัวเสีย มีการฉุดกระชากกันกับช่างกล้อง เพราะไม่อยากเป็นข่าว
ข่าวเมื่อ 4 ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้
รัฐบาลบอกว่าพันธมิตรฯ ชุมนุนกันอย่างผิดกฎหมาย พันธมิตรด่ารัฐบาลว่าโกงกินเกินกว่าเหตุ
รัฐบาลบอกว่าไม่ได้โกงกิน เพราะทำทุกอย่างตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 40 ทุกประการ
พันธมิตรฯ บอกว่าเค้ามีสิทธิชุมนุมได้ตามวิถีประชาธิปไตย (กฎหมายจะว่าไงก็ไม่รู้ล่ะ)
พันธมิตรว่ารัฐบาลผิดระเบียบการเป็นรัฐที่ดี รัฐบาลว่าพันธมิตรผิดระเบียบของเสียงข้างมาก
ผลสุดท้ายรัฐบาลไม่ยอมไป พันธมิตรจะเอาเรื่องให้ได้ จึงโดนทหารออกมาปฏิวัติ อ่วม!!
หลังการปฏิวัติ ได้รัฐบาลนอมินี พันธมิตรออกมาใหม่ คราวนี้ทำผิดกฎหมายมากกว่าเดิม
พันธมิตรจึงโดนด่า เลยหัวเสียด่าคนที่ไม่เห็นด้วยว่า รับเงินแม้ว แล้วปลุกระดมให้เกลียดชัง
สังคมเตือนว่าอย่าปลุกระดมจนเกินกว่าเหตุ พันธมิตรไม่เชื่อ เค้าอยู่ข้างความถูกต้อง
ใครที่อยู่ข้างความถูกต้องกันแน่
ครูปกครองอยากให้เด็กฝึกระเบียบวินัยในตนเอง ทำตามกฎที่วางไว้
เด็กรู้สึกว่าครูฝ่ายปกครองทำเกินกว่าเหตุ ที่ไม่ยอมผ่อนผันเรื่องทรงผม
กฏระเบียบที่เด็กไทยถูกบังคับมาตลอด 12 ปี พอเข้ามหาลัยเด็กก็ผิดระเบียบเหมือนเดิม
ทั้งๆที่น่าจะมีระเบียบมากขึ้น ระบบนี้ใช้ได้จริง ถูกต้องแล้วหรือ ? เด็กมีสิทธิประท้วงไหม
เด็กไม่ทำตามกฏระเบียบ แต่ครูปกครองขาดเมตตา จึงมีสิทธิต่อยครู ได้หรือ ?
เพราะครูทำไม่ถูกไง เค้าอยุ่ข้างความถูกต้อง ไม่ยินยอมต่อการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม
เพราะครูไม่ยอมเปิดอกพูดคุยกัน ผู้ปกครองจึงต้องทำสงครามครั้งสุดท้ายเหรอ
เพราะเด็กไม่ยอมเชื่อฟัง จึงต้องเอาเรื่องอดีตที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องผม มาใส่สีตีไข่เหรอ
ประเทศไทย จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
November 05 วัฒนธรรมใหม่ที่เลวร้าย กว่าการจ้างคนร่วมชุมนุมอ่านเจอมาจากประชาไท
ความเห็นที่ 164 http://www.prachatai.com/05web/th/home/comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=14348&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
แค่อ่านความคิดเห็นที่ผ่านมา ก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง
อยากบอกพวกพันธมิตรว่า...หยุดเถอะ เราก็รัก และจงรักภักดี เหมือนคุณนั่นแหละ ถ้าคุณรักประเทศ คุณลองหยุดแล้วถอยออกจากทำเนียบ ลองดูสิ ว่าประเทศ และเศรษฐกิจ จะดีขึ้นหรือไม่ คุณกล้ามั๊ย เราทุกคนรู้ดีว่า รัฐบาลชุดไหนมาก็โกงกินทั้งนั้น ไม่ต้องให้คุณมาบอกด้วยวิธีแบบนี้หรอก แต่สิ่งที่คุณทำนี่สิ มันเสียหายยิ่งกว่า ยิ่งกว่าตอนที่เขาโกงกินกันอีก วัฒนธรรมไทยที่ดีๆ หายไปหมดแล้ว พันธมิตรได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย มือตบ-ตีนตบ การทำอะไรหลายๆอย่างที่เราเคยเชื่อว่า ผิด แต่... ม็อบบุกทำเนียบ ไม่ผิด ม็อบยึดสถานีโทรทัศน์ ไม่ผิด ม็อบล้อมสภา ไม่ผิด ม็อบสร้างจรรยาบรรณใหม่ หมอไม่รักษาตำรวจ ไม่ผิด นักบินไม่รับผู้โดยสาร ไม่ผิด ม็อบไม่ชอบใคร ก็หาอะไรเขวี้ยง ไม่ผิด พูดจาจาบจ้วง ก็ไม่ผิดอีก สร้างการเมืองใหม่ ลากตั้ง ยังว่าดีอีก...(แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามทำเหมือนกัน...ผิดหมด) แกนนำพันธมิตรสามารถพูด และทำอะไรก็ได้ แกนนำทุกคนเป็นอิสระ ไม่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ช่างเป็นรัฐอิสระโดยแท้ อยากให้ ข้าทาสบริวาร พันธมิตร ลองหลับตาแล้วจินตนาการว่า วันหนึ่งคุณตื่นมา แล้วได้ผู้นำ แบบ สนธิ-จำลอง เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศคุณ จะเหลืออะไร???? เห็นแล้วน่าเวทนา เมืองไทย ช่วยกันเอาเสื้อเหลืองกลับคืนมาเถิด อย่าปล่อยให้พันธมิตรคิดว่า มีเพียงตนเองเท่านั้นที่จงรักภักดี และรักประชาธิปไตย ---------------------------------------------
อันนี้ความคิดของผมเอง
เรื่องการซื้อเสียงไปร่วมชุมนุมนั้น ผมไม่คิดว่ามันจะสร้างความไม่ชอบธรรมให้แก่คนที่ไปร่วมชุมนุมได้อีกแล้วนะครับ เพราะถ้าสมมติว่ามีคนเอาเงิน 5000 มาให้พธม. ถามว่าคุณจะรับไหม ถ้าตอบว่ารับ ต้องถามต่อว่าคุณจะไปไหม ก็ต้องตอบว่าไม่ไปใช่ไหมครับ แน่นอนว่าการซื้อเสียงนั้นเค้าก็ต้องซื้อให้แก่คนที่คิดว่าจะไปแน่ๆอยู่แล้ว คงไม่เอาเงินไปแจกที่ทำเนียบหรอกครับ เพราะคงจะรับอย่างเดียวแต่ไม่ช่วยไปร่วมกับเขา เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ คนที่ได้เงินก็คือคนที่เชียร์เสื้อแดงอยู่แล้วเป็นทุนเดิมครับ ต่อให้เขาไม่ได้เงิน เขาจะไปหรือไม่ เขาก็สนับสนุนเสื้อแดงอยู่ดี ไม่ต่างกับพธม.ที่ไม่ได้อยู่ที่ทำเนียบ แต่เปิด astv อยู่กับบ้าน เขารับเงิน ก็ไว้เป็นค่ารถเดินทาง และด่าอาหาร ไม่ต่างกับคนที่ทำเนียบก็มีสวัสดิการพื้นฐานเหมือนกัน ภาวะที่แบ่งข้างกันมากขนาดนี้ เงินซื้อความคิดไม่ได้อีกแล้วครับ ไม่ใช่ว่ามีเงินเยอะกว่าแล้วจะเปลี่ยนใจพธม.ได้ซักหน่อย จริงไหมครับ เสื้อแดงก็คงเหมือนกัน ปล.อย่างผมแม้จะไม่ชอบวิธีการของพธม. แต่ก็ไม่ได้เป็นพวกเสื้อแดง ถ้ามีคนเอาเงินมาให้ก็คงไม่ไปร่วม เพราะไม่อยากฟังสายตรงจากทักษิณ แน่นอนว่าเขาคงไม่แจกเงินให้แก่คนที่คิดแบบผมหรอกครับ แจกคนที่รู้ว่าจะไปแน่ๆดีกว่า October 13 จาก forward mailเรื่องบนเตียงของพันธมิตรกับตำรวจ เสียงไซเรน ณ โรงพยาบาลวชิระ ในคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นสัญญาณบอกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานคร หมอและพยาบาลในชุดขาว ต่างทำหน้าที่กันอย่างหนักเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บที่ร่างกายล้วนนองเลือด โดยไม่สนใจว่าคนๆนั้นจะใส่ชุดสีกากี หรือ สีเหลือง บุรุษในเสื้อสีเหลือง ร้องโอดโอยจากการมีรอยแผลลึกที่หน้าแข้ง และ ตามตัวหลายแห่ง ขณะที่ตำรวจซึ่งใส่ชุดสีกากีนั้น หมดสติไปแล้วจากการถูกของของแข็งบางอย่างฟาดเข้าตามร่างกาย หลังจากเข้าทำการรักษาในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน พยาบาลได้เปลี่ยนชุดทั้งคู่เป็นชุดของโรงพยาบาล และ พาเข้าพักฟื้นในห้องเดียวกัน ในห้องมีครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่ายมาเยี่ยมตามคาด แต่ต่างไม่ได้คุยกันด้วยไม่รู้จักกันมาก่อน มีเพียงม่านบางๆกั้นระหว่างความเป็นส่วนตัวของครอบครัวทั้ง 2 “พ่อเป็นไงบ้าง เจ็บไหม?” เสียงเล็กๆที่บริสุทธิ์ดังมาจากฝั่งหนึ่งของห้อง “เจ็บนิดหน่อยลูก” เสียงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในชุดของโรงพยาบาล พยายามพูดเพื่อปลอบใจลูกรัก “หนูไม่อยากให้พ่อออกไปทำงานอีกแล้ว ทำไมเขาถึงต้องตีพ่อด้วย” เสียงเล็กๆยังถามต่อไปด้วยความไม่ประสีประสาเรื่องของผู้ใหญ่ “มันเป็นงานนะลูก ….พ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย หัวหน้าสั่งก็ต้องทำ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นกฎ ” คำสนทนาเหล่านี้ดังเพียงพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมห้องของเขาต้องเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ “ถึงพ่อไม่ชอบพ่อก็ต้องทำเหรอ” “พ่อไม่อยากจะทะเลาะกับคนไทยด้วยกันเลยลูก บ้านเราก็ไม่ได้ชอบรัฐบาลนี่ ” “แล้วพ่อจะออกไป ให้เขาทำร้ายแบบนี้ทำไม” เสียงเล็กๆเริ่มสั่นเครือ เพราะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อของเธอพยายามจะอธิบาย บรรยากาศในห้องเริ่มผู้ป่วยเริ่มเงียบงัน มีเพียงเสียงโทรทัศน์ที่บรรดานักวิจารณ์ ต่างพร่ำบอกกับสังคมว่า ตำรวจรังแกประชาชน ประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิต ตรงกันข้ามกับภาพที่เด็กน้อยเห็นเบื้องหน้า เธอกับพ่อของเธอต่างหากที่ถูกทำร้าย เสียงเล็กๆในห้อง กำลังร่ำไห้บอกกับโทรทัศน์ บอกกับคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นว่า แล้วพ่อหนูล่ะ ….พ่อหนูอยู่ที่นี่ นอนอยู่ตรงนี้ บอกหน่อยได้มั้ยว่า แล้วพ่อหนู ไม่ใช่คนไทยหรือไง ใครทำพ่อของหนู??? ทันใดนั้นม่านบางๆซึ่งกั้นระหว่างเตียงของ บุรุษผู้รักชาติและผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ได้ถูกเปิดขึ้น “คุณตำรวจ….ผมขอโทษ” คำพูดสั้นๆคำแรกที่บรรยายความรู้สึกนับพัน หลุดออกมาจากความรู้สึกของชายมีอายุผู้รักชาติคนนั้น นายตำรวจในชุดผู้ป่วย แปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะได้ยิน ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา กับการต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรทุกวี่วัน เขาเคยชินซะแล้วกับคำพูดถากถางต่างๆ จากฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือ เป็นฝ่ายรักชาติอะไรก็ตามแต่ “คุณลุงเป็นใครคะ ?” เสียงใสๆถามด้วยความสงสัย “ลุงก็อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ทำให้พ่อหนู เข้าโรงบาลนั่นแหละ” เสียงชายสูงอายุพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “แล้วเพื่อนคุณลุงทำร้ายพ่อหนู ทำไม?” เสียงเล็กๆเริ่มถามอย่างคาดคั้น “บางครั้งหนูก็ไม่เข้าใจ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่กับความถูกต้อง วันหน้าหนูจะได้อยู่ในสังคมที่ดีนะหนูนะ” “แล้วลุงไม่คิดเหรอคะว่า ถ้าพ่อหนูตาย …ลุงได้สังคมทีดี แล้วหนูต้องเป็นเด็กกำพร้า…..หนูทำผิดอะไร ?” เด็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากให้น้ำตา แทนคำพูดที่เหลือทุกๆอย่าง “บางครั้งเมื่อลุงอยู่กับเพื่อน ลุงอยู่กับคนคิดเหมือนกัน …ลุงเห็นคนข้างหน้าคือศัตรู ที่ต้องจัดการ ลุงเห็นคนใส่เสื้อไม่เหมือนลุงคิดไม่เหมือนลุง เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น…..พอวันนี้เราใส่เสื้อเหมือนกัน …..ได้ฟังหนูกับพ่อคุยกัน ลุงว่า….ลุงเหมือนพึ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ลุงต้องขอโทษหนูจริงๆ...” เสียงกับแววตาของชายสูงอายุ มีท่าทีสำนึกต่อเสียงเล็กๆนั้น “ผมก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกัน ถ้าทำอะไรให้ประชาชนอย่างคุณโกรธ หรือ เข้าใจผิด...หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมโดนเสียดสีและยั่วโมโหจากผู้คนและสังคมมากมาย เหมือนผมไม่ใช่คน เหมือนเป็นสัตว์ร้ายอะไรสักอย่าง ผมเสียใจจริงๆ ผมไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร ผมก็มีลูกเมีย ผมอยากกลับบ้าน อยากพาลูกเมียไปเที่ยว ผมก็ไม่ได้ทำ ผมต้องออกมาทำงานทุกวันในรอบ 1 เดือนมานี้ ผมคิดถึงลูกเมียผมมาก ภาวนาว่าขอให้เรื่องนี้มันจบๆเสียทีจะได้กลับไปเห็นหน้าลูกเมีย พึ่งจะเห็นหน้าลูกครั้งแรกก็ตอนที่ลูกต้องมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาล....แต่ถ้าคุณเข้าใจผม ผมคิดว่านาทีนี้ ตรงนี้มันคุ้มค่ามาก ” เสียงคุณตำรวจ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี วันนั้นภายในพื้นที่เล็กๆของห้องพักฟื้นสี่เหลี่ยม หัวใจของชาย 2 คนทำให้ห้องนี้ดูกว้างขวางขึ้น อย่างน้อยก็ดูกว้างกว่าที่ทำเนียบ หรือ รัฐสภา กรอบที่พันธนาการคนทั้งคู่ไว้ด้วยหัวโขนที่แต่ละคนใส่อยู่ด้วยความโกรธและเกลียด ถูกทำลายลงหลังจากที่ได้มีการพูดคุย และตระหนักต่อความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ด้วยกัน ... ใช่แล้ว!!!เรายังคุยกันด้วยภาษาไทย และมีพ่อคนเดียวกัน ทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ ทำไมปากของเรา ความเห็นของเราถึงถูกใช้เพื่อนำพาไปสู่ความขัดแย้ง แทนที่จะเป็นความสามัคคี น้ำตาหยดนี้จะไม่มีวันไหลเลย ถ้าเราหยุดคิดสักนิดเพื่อพูดจากัน เปิดใจรับความเห็นต่างกันบ้าง? วันต่อมาสงครามทางความคิดยังคงอยู่ แต่คนที่ได้รับ forward mail นี้จะได้ตระหนักมากขึ้นว่าการให้อภัย และ เห็นความจริงในมุมเล็กๆที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คงจะตอบคำถามได้ว่า เรากำลังสู้ทำไม สู้เพื่อใคร และ ถามด้วยเหตุผลต่อทั้ง 2 ฝ่ายว่า วันนี้คุณเห็นคุณค่าน้ำตาหยดนั้นแค่ไหน ชัยชนะของประชาชนหรือตำรวจในวันนี้ แลกกับหยดน้ำตาของคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าฝ่ายไหน คุณจะเรียกมันว่าชัยชนะ หรือ ความพ่ายแพ้ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์ ต่อคนที่สูญเสีย เบื้องหลังของชัยชนะ มีความพ่ายแพ้ของคนมากมายที่คุณอาจไม่เคยนึกถึง….มุมเล็กๆที่ไร้เสียงหล่านี้ เคยเห็นเคยได้ยินกันบ้างไหม??? July 01 ค่าของความรัก...The Nightingale and The Rose
by Oscar Wilde ตัดตอนมาจากบทแปลของ วินทร์ เลียววาริณ ไนติงเกลตัวหนึ่งมองเข้าไปในหน้าต่างบ้าน เห็นชายหนุ่มนักศึกษาในบ้านกำลังเศร้าหมอง เพราะหญิงสาวที่เขาหมายปองไม่สนใจเขาเลย หล่อนบอกว่าจะยอมเต็นำกับเขาในงานเลี้ยง หากเขาสามารถหาดอกกุหลาบสีแดงให้หล่อนได้ เขากลุ้มใจ คร่ำครสญ เพราะเป็นฤดูที่หาดอกกุหลาบไม่ได้
"เขาร้องไห้ทำไม" กิ้งก่าถาม
"นั่นสิ ทำไม" ผีเสื้อว่า "เขาต้องการกุหลาบแดง" ไนติงเกลตอบแทน "น่าขันจริงๆ" พวกนั้นว่า ไนติงเกลไม่รู้สึกขัน บินไปที่ต้นกุหลาบแดง ขอร้องให้มันช่วยออกดอกให้ มันตอบว่า "ฉันถูกฤดูหนาวซัดจนบอบช้ำ ฉันจะไม่มีดอกอีกเป็นปี แต่หากเธออยากได้จริงๆละก็ มีอีกวิธีหนึ่ง เธอต้องรอ้งเพลงใต้แสงจันทร์ทั้งคืน อาบดอกกุหลาบด้วยเลือดสดๆเธอ ให้หนามกุหลาบแทงทะลุหัวใจของเธอ เลือดสีแดงของเธอจะไหลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฉัน"
"นั่นคือความตายของฉัน..." ไนติงเกลบอก "...แต่มันก็คุ้มเพราะรักย่อมมีค่ามากกว่าชีวิต"
คืนนั้นในสวนมีเพลงของนกไนติงเกลตลอดทั้งคืน สะกดใครต่อใครในภวังค์ ต้นกุหลาบผลิดอกออกมา กลีบดอกสุขาวค่อยๆเป็นสีแดงสด เมื่อชายหน่มตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็พบดอกกุหลาบสีแดงที่สวยกว่าที่เขาเคยพบมาในชีวิต ใต้ต้นกุหลาบมีซากศพของนกไนติงเกลตัวหนึ่ง
เขาเอาดอกไม้ไปหาหญิงสาวที่เขาหมายปอง แต่หล่อนเปลี่ยนใจแล้ว ชายสูงศักดิ์ผู้หนึ่งกำนัลเธอด้วยเพชรนิลจินดา หล่อนว่า "เพชรพลอยย่อมมีค่ากว่ากุหลาบแดง"
ด้วยความอกหัก เขาขว้างกุหลาบแดงดอกนั้นไปที่ถนน มันถูกล้อรถทับแหลกลาญ
ฉากสุดท้ายคือเขากลับบ้าน และอ่านหนังสือ March 31 วิกฤตความรู้สึกอ่านชีวประวัติของ ฮายาโอะ มิยาซากิ อนิเมเตอร์ชื่อดังแห่งสตูดิโอจิบลิ ซึ่งทำการ์ตูนโด่งดังอย่าง Princess Mononoke และ Spirited Away ซึ่งแฝงไว้ด้วยปรัชญาชีวิตที่หนักไม่ใช่น้อย แต่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสุนทรียะ ดูแล้วอิ่มเอิบใจและได้สาระไปพร้อมๆกัน เขาเลือกเรียนเศษฐศาตร์ เพราะเหตุผลว่า ในความเป็นจริงวงการอนิเมชั่นตอนนั้นไม่อาจรับประกันได้ว่า เขาจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ใฝ่ฝัน แต่เขาก็ไม่ทิ้งสิ่งที่เขาอยากทำ เขายังฝึกฝนการวาดการ์ตูนของเขาต่อไปน่าแปลกที่อ่านแล้วควรจะได้แรงบันดาลใจที่จะไม่ทิ้งความฝัน แต่ผมกลับมามองชีวิตตัวเอง และตั้งคำถามว่า คนที่ไม่ได้เรียนปรัชญา แต่มีปรัชญาที่ลุ่มลึกก็มีตั้งมากมายนะ โดยที่เขาไม่ต้องยุ่งกับศาสตร์ที่ยากๆของปรัชญาเช่นอภิปรัชญาหรือญาณวิทยาให้ปวดหัวอีกด้วย เพราะเอาเข้าจริงเนื้อหาที่ยากมากๆของศาสตร์เหล่านั้นกลับเป็นแค่ "แบบฝึกหัดทางตรรกะ" ที่ไม่ได้มีประโยชน์กับการใช้ชีวิตซักเท่าไรเลย แล้วจะ...เรียนปรัชญาไปทำไมฟะผมหลงไหลกับความเรียบง่ายที่ภาคปรัชญาศิลปากร ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ต่อป.โทสาขาปรัชญาที่จุฬา แต่มันกลับยิ่งห่างไกลออกไปจากความเรียบง่ายเหล่านั้น แล้วเราก็ไม่มีสกิลอะไรที่จะไปต่อเติมเพื่อนำเสนอปรัชญาให้ออกมาน่าสนใจเหมือนกับที่มิยาซากิทำ แม้แต่เขียนบทความที่แปลกใหม่มากพอเหมือนงานของนักปรัชญาในอดีต (ซึ่งไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่ดี) ก็ยังไม่ได้เลยตอนนี้เลยรู้สึกว่าเลือกผิดหรือป่าววะเนี่ย ที่ลงมาจมปลักกับปรัชญาเต็มตัว ทั้งๆที่ตอนป.ตรีเชียร์น้องให้เรียนปรัชญามากๆ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้เรียนเป็นวิชาเอก เพราะตอนนั้นคงคิดแบบเดียวกับมิยาซากิ ตอนนี้ชีวิตแคบลงมากๆ แต่ก็ไม่คิดจะเลือกทิ้งป.โทปรัชญา เพราะว่า 38000 เราไม่ได้จ่ายเอง ไม่อยากให้เสียเปล่า หวังอย่างเดียวแล้วว่าจะเป็นครูสอนปรัชญาที่ทำให้เด็กชอบได้เหมือนที่เราเคยได้เรียนมา จะมีปัญหาหรือป่าวก็ไม่รู้ถ้าอ.พิพัฒน์กับอ.ศากุนได้อ่าน อาจารย์ทำไมถึงเลือกเรียนป.โทปรัชญาครับอยากรู้จังสุดท้ายต้องขอบคุณ อภิญญา ที่เป็นกำลังใจสำคัญให้กับทุกๆเรื่อง :)January 07 จัดตั้งรัฐบาลช่วงที่ผ่านมาเกิดศึกแย่งกันจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้น ก็มีคนถามผมว่าให้หมักหรือมาร์กตั้งรัฐบาลดีกว่ากัน
ผมออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นพวกเลือกข้าง ตอนเลือกตั้งก็กาประชาธิปัตย์ เพราะอยากให้โอกาสอภิสิทธิ์ได้เป็นนายก ส่วนส.ส.ที่ยังเห็นว่ากูทำประโยชน์ให้กับประชาชน โกงกินบ้าง (บ้าง จริงเหรอ!!) ก็ไม่เห็นเป็นไรนั้น ต่อให้เคยชอบก็ไม่เลือก คนที่บอกว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จริงๆแล้วก็เลือกข้างอยู่ในใจ แต่เลือกที่จะไม่พูดแค่นั้น เพราะเบื่อหรือเพื่อประโยชน์บางประการก็สุดแล้วแต่ละคน ผมเห็นว่าการประกาสเลือกข้างไม่เห็นจะเป็นไรเลย เพราะจะกระตุ้นให้เอาเหตุผลมาพูดกัน ไม่ใช่เลิกๆ ทิ้งปัญหาแล้วเริ่มใหม่ท่าเดียว ปํญหาคือเหตุผลไม่ค่อยใช้ มีแต่ตูจะเอาเท่านั้น ดังตัวอย่าง พ่อผมเกลียดพลังประชาชนมาก ถึงขนาดบอกว่า
พ่อ- ตอนนี้ประชาชนไม่อยากได้สมัครเป็นนายกร้อก ผม- แล้ว 233 ของมันล่ะคับ หมายความว่าไง พ่อ- ก็มันโกงเขามา ซื้อเสียงทั้งนั้น ผม- ต่อให้ซื้อเสียง เขาจะไม่เลือกก็ได้ โดนซื้อเสียงไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบนี่นา พ่อ- ไม่รู้แหละ แต่ประชาธิปัตย์ควรจะได้จัดตั้งรฐบาล ผม- พูดงี้ไม่ได้น้า เด๋วไปทะเลาะกับคนที่ชอบทักษิณ พ่อ- โอ้ยไม่มีคนชอบมันแล้ว ผม- !!! อีกตัวอย่างหนึ่ง เอามาจากคอลัมภ์คาบลูกคาบดอกของหมัดเหล็ก ที่ลงไทยรัฐ 7/01/2551
ผมกล้าฟันธงว่าเขาเลือกข้าง พปช. แต่ก็บ่นๆว่าสื่อทีวีเสนอข่าวไม่เป็นกลาง หรือเพราะว่าเขาอยู่ในฐานะคอลัมภ์ ไม่ใช่ผู้สื่อข่าว จึงสามารถเสนอความเห็นที่ไม่เป็นกลางได้ (หรือว่าเขายังคิดว่าเป็นกลางอยู่) ผมว่าไม่เห็นแฟร์เลยด่าแต่ทีวี ก็ทีวีมันไม่มีคอมลัมภ์นี่หว่า (ขนาดรายการวิเคราะห์ข่าวโดยเฉพาะ ยังโดนด่าเลย) แล้วเราก็เห็นหน้าคนพูด เขาต้องรับผิดชอบสิ่งที่พูดมากกว่า เขียนบทความอยู่เบื้องหลังซะอีก ชื่อจริงก็ไม่ได้ใช้ เขาเขียนว่า "รัฐบาลที่ไปปล้นอำนาจจากมือประชาชนก็เป็นรัฐบาลป่าเถื่อน เป็นยิ่งรัฐมาจากโกงอำนาจประชาชน น่ารังเกียจกว่า รัฐบาลที่มาจากการโกงเลือกตั้งมากมายหลายเท่านัก" โอ้ว แล้วมันต่างกันตรงไหนวะเนี่ย ช่วยชี้แจงด้วยเถิด !!! โดยส่วนตัวเห็นว่าควรให้สมัครรีบจัดตั้งรัฐบาลไปซะ ด้วยเหตุผลหลายประการ 1.ปชป.ไม่น่าออกมาพูดว่าจะรอโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลขนาดนั้น เพราะไงประชาชนก็เลือกพปช.มาตั้ง 233 มันจะเกิดภาพว่าปชป.ไม่แฟร์ 2.ต่อให้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เสียงก็ปริ่มน้ำสุดๆ ลำพังแค่จะเอารัฐบาลผสม 6 พรรคให้เดินไปในทางเดียวกันก็ยากอยู่แล้ว เสียงฝ่ายค้านก็มาก ฟันธงว่าวาระประชาชนที่พูดไว้ไม่ได้ทำแน่ เมื่อบวกกับความไม่แฟร์ในข้อแรก มีหวังปชป.จะไม่ได้กลับมาเกิดอีกเลย 3.เคยอ่านนสพ.มา จำได้คร่าวๆว่า ในรัฐธรรมนูญบอกว่าเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยกทีม ผู้มีตำแหน่งหัวๆในกระทรวงห้ามออกเสียง รวม 36 เสียง แค่นี้ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้จัด 4.ก็บ่นกันไม่ใช่เหรอว่าสมัครมันทำงานไม่ได้เรื่องหรอก ก็ให้มันบริหารไป ถ้ามันเจ๊ง คนก็จะไม่เลือกอีก พวกหัวสมองของทรท.เดิมก็กระจัดกระจายไปมาก ไม่น่าจะไปรอด แต่ถ้ารอด ก็ต้องชมเขาดิ (ก็หมักเก่งจริง) แต่ถ้าโกง ก็ค่อยเรียกร้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตยกันต่อไป ฉะนั้นผมสนับสนุนเติ้งให้ไหลไปจัดตั้งรัฐบาลครับ December 26 ขอไว้อาลัยแด่ทุกความดีตอนนี้โลกเราเป็นของของทุนนิยม
ไม่รู้ว่าศตวรรษหน้าจะเป็นของมันอย่างนี้ต่อไปหรือไม่
รู้แต่ว่าโลกตอนนี้มันไม่น่าอยู่เอาซะเลย
ทั้งๆที่โลกแบบนี้มันไม่ต้องการคนดีซะหน่อย
เพราะเราสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่นได้ไม่อั้น
แต่ทำไมถึงยังเรียกร้องให้ต้องเป็นคนดีกันนัก
ทุนนิยม แกคงอยู่ไม่ได้ล่ะสิถ้าไม่มีคนดี
เพราะถ้าตอนนี้ไม่มีคนดี
คนก็จะรู้กันหมดว่าโลกของแกมันบัดซบแค่ไหน
เพราะคนดีเขาคอยสร้างความหวังให้แก่โลก
แต่แกก็ยังไม่วาย หาผลประโยชน์จากความหวังนั้นอีก
น่าเจ็บใจนะ ที่รู้แล้วแต่ทำอะไรมันไม่ได้
แต่น่าเจ็บใจกว่า ที่มีคนรู้มากมายแต่ไม่ได้คิดที่จะทำอะไร
ขอไว้อาลัยแด่ทุกความดีที่เหลืออยู่บนใบโลกนี้
อ่านตัวอย่างของทุนนิยมที่หาผลประโยชน์จากความหวังของคนดีได้ที่นี่
December 13 บังเอิญวันนี้ยืนตลอดสายบนรถเมล์เหมือนอย่างเคย
ด้วยความว่างจัดเลยนึกขึ้นได้ว่า
ชาติไทย 2 พยางค์
เพื่อแผ่นดิน 3 พยางค์
ประชาธิปัตย์ 4 พยางค์
พลังประชาชน 5 พยางค์
มัชชิมาธิปไตย 6 พยางค์
รวมใจไทยชาติพัฒนา 7 พยางค์
บังเอิญดีแท้
อย่าลืมไปเลือกตั้ง 23 ธ.ค.นะคับ ^^ November 17 เขาดิน พื้นที่เล็กๆ ที่ใจอันเป็นเด็กของเรา ถูกลืมวันนี้ไปเดทกับหนุนที่เขาดิน
หลังจากที่เคยเดทมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ฉันพยายามโฆษณาคู่รักหลายคู่ว่า มันเป็นที่เดทที่อัศจรรย์มาก
แม้แต่โฆษณาเพื่อนฝูงทั้งหลายว่า มันเป็นสถานที่นัดรวมพลที่ไม่เลว
อากาศดีๆในเมือง เหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่
ในราคาประหยัด ค่าผ่านประตูแค่ 50 บาท อยู่ได้ทั้งวัน
กลับได้รับแต่ความฉงน และคำตอบที่ว่า
ไม่เคยมีชื่อเขาดินอยู่ในหัวเลยนะ --"
ฉันถามกลับในใจ แล้วเขาดินมันไม่ดีตรงไหนล่ะฮึ
จริงแล้วอาจจะเรียกว่าไปเดทไม่ได้ซะทีเดียว
เพราะฉันกระเตงน้องสาวไปด้วย
เดาว่ามันคงไม่ได้เห็นเขาดินมามากกว่า 10 ปี แล้ว
เพราะมันจำอะไรที่เขาดินไม่ได้เลย
ส่วนฉัน แม้ว่าความทรงจำในสมัยเด็กอาจจะหวนคืนมาบ้าง
"กรงนี้เดิมมันเคยเป็นแรดนี่หว่า"
"ฮิปโปเมื่อก่อนมันมีมากกว่านี้นี่นา"
แต่นั่น แสดงว่า ทุกอย่างที่เห็น ล้วนเป็นของใหม่
แล้วทำไมมันจะไม่น่าไปล่ะ
ได้เห็นเพนกวิน อยู่ในห้องกระจกติดแอร์ 2 เครื่อง
ไม่ต่างกับมนุษย์ที่อยู่ในตึกตรงไหนเลย
ได้เห็นวัยรุ่นเป็นกลุ่มๆมาเที่ยวเขาดินเหมือนกัน
แต่คงน้อยมากเมื่อเทียบกับในห้างสรรพสินค้า หรือในดรีมเวิลล์
ได้เห็นของเล่นที่เคยเล่นตั้งแต่ 3 ขวบ ณ ตอนนี้ก็ยังมีขายอยู่
แต่น่าเสียดายที่มันกลับขายไม่ออกแล้ว
ได้สัมผัสถึงเสียงหัวเราะและความเดียงสาของเด็กๆที่ไปเที่ยว
เป็นความสุขเล็กๆ ที่ไม่ต้องดิ้นรนมากเพื่อให้ได้มาเหมือนกับพวกผู้ใหญ่
ได้เห็นพื้นที่ของครอบครัว ที่นับวันจะหาได้ยากขึ้นทุกที
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจจะยังคิดว่า
ก็ไม่เห็นจะน่าไปขึ้นมาเลยซักนิด
คงต้องโทษผู้เขียนที่สื่อความรู้สึกเพื่อการชวนเชื่อไม่ได้เรื่อง
เอาเป็นว่าสำหรับฉัน มันยังเป็นพื้นที่ที่ยังคงความประทับใจ
ทำให้ยังตระหนักว่า ใจที่เป็นเด็กยังอยู่พร้อมกับการเติบโตของเรา
มันยังคงเป็นสถานที่ที่ฉันจะแนะนำต่อไป
ให้พวกท่านลองหันกลับไปมองดู
แม้จะไม่รู้ว่า ถ้าพวกคุณได้ลองกลับไปดูแล้ว
จะรักเขาดินเหมือนฉันบ้างไหมก็ตาม...
แค่ไม่อยากให้พื้นที่เล็กๆตรงนี้ ถูกลืม
ก็เท่านั้น September 27 ขยัน(ยัง)ไม่เคยพอเคยฟังเพลง "เวลาไม่เคยพอ" ของแดนบีมไหม ถ้ายังไม่เคย ตามลิ้งนี้เลยนะ
อันนี้เนื้อที่แก้แล้ว
เราคงอยู่จุฬาได้อีกซักปี
ฉันเชื่อตัวเองเช่นนั้น ถึงได้ปล่อยวันเวลาไปไกล ควรขยันเยอะๆก็ทำลืมไป คิดว่าเหลือเวลาเท่าไหร่ก็พอฟิตทัน กว่าจะบอกตัวเองว่าอย่ามั่นใจ
ก็เมื่อในเดือนสุดท้าย ไม่มีคะแนนมาข้างกายฉัน อยากจะกลับไปฟิตตอนสอบก็ไม่ทัน ... ฉันก็เหลือแค่เพียงเปเปอร์ ทำทั้งน้ำตา * นาทีนี้เวลาที่มีไม่พอซักอย่าง
อยากมีหนทางดึงสิ่งต่างๆ ย้อนมา จะอ่านtextไว้ จะทำทุกวันให้มีความหมายให้มีค่า จะไม่ทำให้ ต้องปวดใจ... ** ฉันไม่มีวันได้เอคืนมา ฉันขอเวลาแก้ตัวอีกครั้ง
ที่ฉันเคยผิดพลั้ง มันยังทันใช่ไหม ฉันเสียใจตลอดเวลา แค่ บี มันก็ยังไม่ได้ สุดท้าย (สุดท้าย) ได้แต่เอฟเท่านั้น... ได้แต่เกลียดตัวเองที่ลืมนึกไป
ว่าโลกมีคำว่าสาย ไว้สะกิดใจให้ฉันรีบทำ ได้แต่เซ็งคะแนนที่ตูพึ่งทำ ที่ยิ่งย้ำว่าฉันมันผิดที่ชะล่าใจ (*,**)
ฉันขอได้ไหม... โอกาสอีกครั้ง (จะขยันจากใจ)
ที่อาจารย์ต้องการ มันยังทันใช่ไหม ฉันเข้าเรียนตลอดเวลา ทำไมคะแนนไม่ได้ เชื่อไหม (สุดท้าย) ยังขยันไม่เคยพอ... แด่เพื่อน (โดยเฉพาะข้าพเจ้าเอง) ที่กำลังศึกษาอยู่ป.โททุกท่าน
สู้ต่อไป แค่นรกเล็กๆ บนดิน T_T !!! August 20 กลิ่นแก้วกลางใจ ฉายเงาหญิงไทย เหยื่อของสังคมความจริงบทความนี้เสร็จสิ้นมากว่าสัปดาห์แล้ว ได้ส่งให้นิตยสาร "ขวัญเรือน" พิจารณา ผ่าน "สนามนักเขียน" ทางเวบไซด์ แต่จนป่านนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับ คาดว่าคงจะพลาดหวังไปเรียบร้อย จึงนำมาโพสทางสเปซให้อ่านกันดีกว่า
วันพุธที่แล้ว (8 สิงหาคม พ.ศ. 2550) ผมได้มีโอกาสชมละคร “กลิ่นแก้วกลางใจ” ทางช่อง 3 ตอนอวสาน (ที่ฉายตอนทุ่มนึง จันทร์-ศุกร์อ่ะ) และด้วยความที่ผมไม่ได้ดูทุกตอน แต่ตอนจบของเรื่องนั้นทำให้ผมเกิดคำถามคาใจหลายคำถาม จนต้องรีบไถ่ถามเรื่องราวของละครจากสมาชิกครอบครัวที่ได้ชมทุกตอน เมื่อเข้าใจเนื้อหาแล้วก็ยิ่งฉงน ว่าเหตุใดละครจึงเลือกเสนอประเด็นเช่นนี้ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของคน 3 คน คือ อรชุน ม.ร.ว.จิตตา และเมษา โดยอรชุน (แสดงโดย ธีระพงษ์ เหลียวรักวงศ์) กับจิตตา (แสดงโดยสินจัย เปล่งพานิช) นั้นมีความรักต่อกัน แต่เนื่องจากฐานะทางสังคมที่ต่างกันมาก คืออรชุนเพียงเป็นลูกชายของคนรับใช้ในบ้านของจิตตาเท่านั้น ทั้งสองจึงจำต้องทำใจต่อความรู้สึกที่ไม่อาจลงเอยกันได้นี้ หลังจากนั้นพ่อแม่ของอรชุนได้หาผู้หญิงให้มาแต่งงานด้วย ซึ่งก็คือเมษา (แสดงโดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) แต่แม้จะแต่งงานแล้ว อรชุนก็ยังคงมีความสัมพันธ์กับจิตตา (ซึ่งจิตตาก็รู้ว่าอรชุนแต่งงานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใคร) จนจิตตาตั้งท้อง ทำให้เมษาคิดแผนจะแก้แค้น อดทนรอวันที่จิตตาคลอดลูก เมษาแอบเข้าไปสับเปลี่ยนป้ายชื่อของลูกสาวของจิตตากับลูกสาว ของโสเภณีคนหนึ่งที่บังเอิญมาคลอดลูกในโรงพยาบาลเดียวกันแล้วทิ้งไป ลูกแท้ๆของจิตตาที่ถูกสับเปลี่ยนไปชื่อ พระพาย (แสดงโดย ศรีริต้า เจนเซ่น) ส่วนลูกของโสเภณีชื่อว่าอาโป (แสดงโดย อิศริยา สายสนั่น) เรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นความสัมพันธ์ของพระพาย อาโป กับอัสนี (พระเอกของเรื่อง) ซึ่งได้รับผลจากการกระทำของคนรุ่นพ่อแม่ (โดยเฉพาะแผนการของเมษา) แต่ตอนจบของเรื่องก็เป็นสุขนาฏกรรม คือจิตตารู้ความจริงว่าพระพายคือลูกที่แท้จริง และก็ไม่ได้ผูกใจเจ็บกับเมษาและอาโป ทั้งยังรับอาโปไปดูแลเหมือนอย่างเคย ส่วนเมษาเข้าโรงพยาบาล อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ หล่อนผมขาวโพลน กลายเป็นคนแก่ที่เต็มไปด้วยโรคต่างๆ ความแค้นตลอดชีวิตยังคงกัดกินหล่อนต่อไป เมษายืนมองบ้านกลิ่นแก้ว เอามือจับที่ป้ายไม้เก่าๆ ฝีมือของอรชุน “ความรักเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลก…ความเกลียดทำลายแม้ตัวเอง…” ซึ่งประโยคนี้เรียกได้ว่าเป็นสโลแกนของเรื่อง รายละเอียดในละครที่ไม่ได้มีในเรื่องย่อนี้คือ อรชุนก็มีความรักให้กับเมษาเช่นกัน จากเนื้อความในจดหมายที่อรชุนเขียนให้จิตตาว่า “ถึงน้องหญิงที่รัก บ้านกลิ่นแก้วเหลือแค่ตกแต่งเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆ .... วันนี้พี่ทะเลาะกับเขาอีกแล้ว การแต่งงานทำให้ความรักจืดจางจริงหรือ ถ้าเขาตัดสินด้วยการทานข้าวด้วยกัน การพาไปดูหนัง ก็คงใช่ แต่ถ้าตัดสินด้วยการผูกพันจนชีวิตละลายกลายเป็นหน่วยเดียวกัน พี่คิดว่าพี่รักภรรยาของพี่มาก…..” “ความรักของอรชุนอยู่ที่เดิม ทั้งสำหรับคุณและฉัน พอทีเถอะนะคะ อย่าจมปลักอยู่กับความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวของสามีคุณ ลุกออกมาจากตรงนั้นเสียที” จิตตากล่าวกับเมษา
สิ่งที่น่ากลัวกว่า “ความเกลียดทำลายแม้ตัวเอง” ถึงตรงนี้สิ่งที่ผมฉงนก็คือ จากข้อความที่ป้ายหน้าบ้านกลิ่นแก้ว จนถึงประโยคนี้ของจิตตา เท่ากับว่าละครต้องการจะเน้นว่าการกระทำของเมษาเป็นสิ่งที่ผิด มากกว่าจะบอกว่าการกระทำของอรชุนเป็นสิ่งที่ผิดอย่างนั้นหรือ ทั้งๆที่ต้นเหตุของการกระทำของเมษานั้นก็เป็นเพราะอรชุน แม้จิตตาจะผิดด้วยเพราะปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่มีกับอรชุนให้เลยเถิด ทั้งๆที่รู้ว่าอรชุนแต่งงานแล้วก็ตาม แต่ท้ายที่สุด หากอรชุนเป็นฝ่ายคุมกำหนัดได้แล้ว ลูกของทั้งสองก็จะไม่เกิดอยู่ดี เท่ากับว่าหากอรชุนไม่ทำเช่นนี้ เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นสุขนาฏกรรมตั้งแต่ต้น เพราะอรชุนก็รักเมษาเหมือนกัน คงไม่เกิดกรณีหย่าร้าง และเมษาก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในส่วนที่เธอควรจะได้รับอีกด้วย การกระทำของอรชุนนั้นไม่ต่างกับการมีชู้ หากการประพฤติผิดในกามนั้นมีสาเหตุมาจาก “รักแท้” แล้ว จะสามารถให้อภัยการกระทำนี้ได้อย่างนั้นหรือ คงมีหลายคนที่คิดจะตอบว่ารับได้ ก่อนตอบลองคิดดูว่าหากเป็นสามีหรือลูกเขยของคุณ คุณยังคงจะรับได้อยู่อีกหรือไม่ หากมั่นใจว่ายอมรับได้ ผมก็ไม่แปลกใจนัก เนื่องจากว่านี่เป็นความสัมพันธ์ที่ผู้ชายเป็นผู้ก่อ ซึ่งสังคมไทยมีคำกล่าวที่ว่า ผู้ชายที่ไม่เจ้าชู้ก็เหมือนงูที่ไม่มีพิษ หากลองมองในมุมกลับ ถ้าเกิดความสัมพันธ์ในลักษณะนี้แต่มีผู้หญิงเป็นผู้ก่อบ้าง ฝ่ายหญิงไปพบแฟนเก่าแล้วได้เสียกันจนตั้งท้องเพราะความรักที่เคยมีให้กัน และฝ่ายหญิงก็ยังรักสามีคนปัจจุบันด้วย หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับภรรยาหรือสะใภ้ในบ้านของคุณ จะยอมรับได้หรือไม่ ผมมั่นใจว่าในกรณีหลังนี้สังคมไทยยอมรับไม่ได้ ฉะนั้นการที่ละครเรื่องนี้สามารถนำเสนอการกระทำของอรชุนได้ โดยไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านจากสามัญสำนึกของผู้ชมมากนัก นั่นไม่ใช่เพราะว่าอรชุนกับจิตตามีรักแท้ต่อกัน แต่เป็นเพราะอรชุนเป็นผู้ชายต่างหาก ลองคิดดูสิครับ หากลูกหลานของเราดูละครเรื่องนี้แล้วเข้าใจว่าการมีรักแท้นั้นมีคุณค่าถึงขนาดที่สามารถผิดลูกผิดเมียคนอื่นได้ ถ้าพวกเขามั่นใจว่าตนได้พบกับรักแท้แล้วก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยที่เหมาะสมได้ แม้จะผิดพลาดถึงขั้นให้กำเนิดเด็กก็น่าจะเป็นสิ่งที่สังคมรับได้ ทั้งๆที่เด็กนั้นอาจไม่ได้ตระหนักถึงขั้นที่ว่า เป็นเพราะสังคมไทยมีแนวโน้มจะยอมรับและให้อภัยในการกระทำของฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นการกระทำของฝ่ายหญิง พวกเธอจะตกเป็นจำเลยของสังคมทันที
ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา จากการกระทำแบบอรชุน การที่เราไม่กล่าวโทษผู้ชายว่าควรจะเป็นฝ่ายที่คุมกำหนัดของตนเองนั้น ทำให้ผู้หญิงไทยตกเป็นเหยื่อของสังคมโดยไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ ดังจะเห็นได้จากการโทษฝ่ายหญิงในกรณีที่ถูกข่มขืนว่า แต่งตัวล่อแหลมบ้าง หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมบ้าง หากมองผู้หญิงอย่างเข้าใจ กรณีของการแต่งตัวล่อแหลมนั้นถูกผูกติดกับคุณค่าของผู้หญิง กล่าวคือสังคมไทยเห็นว่าผู้หญิงสวยมีคุณค่า “ถ้าฉันไม่แต่งตัวฉันก็จะไม่สวย ไม่มีคนมอง ถูกตีตราว่าขึ้นคานได้อีกต่างหาก” ปัญหานี้ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอันเนื่องมาจากการที่สื่อนำเสนอแต่ภาพผู้หญิงสวยหุ่นดี ทำให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างเข้าใจว่าเป็นแนวทางที่สังคมคาดหวัง ผู้ชายจะเห็นจนชินตาแล้วซึมซับเข้าไปอย่างไม่รู้ตัวว่า อย่างนี้เรียกว่าสวย (ซึ่งภาพของผู้หญิงสวยในสมัยก่อนต่างออกไป ก็เพราะค่านิยมในสังคมที่แตกต่าง) ผู้หญิงถูกผูกคุณค่าไว้กับความสวย หากไม่สวยก็ไร้ซึ่งคุณค่า จึงเป็นที่มาของการแต่งตัวเพื่อให้สังคมมองว่าเป็นคนสวย สิ่งเหล่านี้เองที่ครอบงำความคิดทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งไม่มีทางสลัดหลุดได้โดยง่าย แม้จะตระหนักรู้ก็ตามที ในส่วนของการกล่าวอ้างว่าผู้หญิงไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมยามวิกาล ก็ให้ลองคิดง่ายๆดูว่า “บ้านฉันอยู่ในซอย ทำงานแล้วกลับบ้านดึก ถ้าถูกข่มขืน ฉันก็ผิดอีกสินะ” แล้วเรายังจะกล่าวโทษผู้หญิงได้อีกหรือ ในกรณีที่เด็กในวัยเรียนเลยเถิดจนมีลูก เด็กผู้หญิงต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนฝ่ายเดียว แม้จะรู้ตัวฝ่ายชายคู่กรณีก็ตาม ซึ่งฝ่ายชายอ้างได้สารพัดว่าไม่ใช่ลูกของตน ในขณะที่ถ้าเด็กหญิงเครียดเลี้ยงลูกไม่ไหวเอาลูกไปทิ้งก็จะโดนตราหน้าว่าเป็นแม่ใจร้าย เด็กใจแตก ซึ่งสังคมไทยดูเหมือนจะไร้ทางออกให้กับผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ การที่สังคมไม่กล่าวโทษผู้ชายว่าเป็นคนผิดนั้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวว่าละครมีส่วนในการตอกย้ำความคิดดังกล่าวได้ โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผู้จัดละครควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมในแง่นี้หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่า หากเราตระหนักถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นมากพอ ก็จะเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังในเชิงลึกเหล่านี้จะมีผู้ชมละครซักกี่คนที่จะตระหนักถึง เนื่องจากละครเป็นสื่อบันเทิง ดูเพื่อผ่อนคลายความเครียด จึงไม่แปลกที่ดูแล้วจะไม่อยากคิดมาก ยิ่งดูยิ่งเครียดแล้วจะดูไปทำไม ละครจึงไม่ค่อยมีบทสรุปเป็นโศกนาฏกรรม หากกลิ่นแก้วกลางใจจบในลักษณะที่ว่า เมษาติดคุกเป็นบ้าไป จิตตาถูกฆ่าตาย พระพรายเก็บกดความแค้นนี้ไว้แทน อาโปเสียคน ละครเรื่องนี้คงขายไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นบทสรุปที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากกว่า ถึงอย่างไรเสีย ประเด็นเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สังคมควรที่จะร่วมกันหาทางแก้ไข เพราะหากมีคนเป็นแบบอรชุนขึ้นมาจริงๆแล้วเรื่องราวจะจบแบบแฮปปี้ได้อย่างในละครซักกี่มากน้อย ------------------------------------ August 01 ทวนความจำ มองต่างมุม จัดเรตภาพยนตร์ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาวิชาการ "มองต่างมุม : จัดเรตภาพยนตร์อย่างไรให้เหมาะกับวัฒธรรมไทย" ที่มธ. จัดโดยวิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา จึงอยากแชร์ประสบการณ์
คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว หนึ่งในวิทยากรได้เล่าเหตุการณ์ที่ตัวเขาได้มีโอกาสคุยกับผู้กำกับชาวฝรั่งเศสเรื่องของการจัดเรตว่า หากมีผู้ชมภาพยนตร์ที่ละเมิดกฏโดยการเข้าไปชมภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสมกับตนเองจะมีวิธีจัดการอย่างไร เขาก็งงกับคำถามของคุณปรัชญา เพราะว่าไม่มีใครละเมิดอยู่แล้ว มันเหมือนตัวอย่างเรื่องประชาธิปไตยที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า คุณดำรง พุฒตาลเคยไปสัมภาษณ์นักวิชาการ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเยอรมัน) เรื่องประเทศเค้ามีการซื้อเสียงหรือไม่ เขาก็งงแบบเดียวกัน ว่าการซื้อเสียงคืออะไร ผมคิดว่าความไม่ซื่อสัตย์ ความเห็นแก่ตัว เหล่านี้มันฝังอยู่ในวัฒธรรมของสังคมไทยไปแล้ว เพราะสังคมไทยชินกับความไร้ระเบียบ (ประโยคนี้เป็นของกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับมาตรการที่ทางกระทรวงเลือกใช้ซักเท่าไร) รากเหง้าของคนไทยนั้นคงไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยง่าย ดังนั้นการจัดเรตติ้งก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับระบอบการปกครองของเรา
ตัวแทนทางฝ่ายของรัฐบาลคือคุณลัดดา ตั้งสุภาชัย แกบอกว่าการจัดเรตนี้ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่มีเสียงเรียกร้องจากประชาชน จึงต้องทำ แต่เรตส่วนใหญ่นั้นเป็นแบบ PG คือ parent guide ซึ่งคุณสุธากร (ถ้าจำชื่อไม่ผิดเพราะเป็นวิทยากรรับเชิญพิเศษไม่ได้ถูกระบุชื่อไว้ในเอกสารประกอบการเสวนา ผมเองก้เลินเล่อลืมจดมา) ซึ่งเคยเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ได้ให้ความเห็นว่า ในเมื่อมีคนเรียกร้องมาให้ช่วยจัดการเรื่องนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นผู้ปกครองนะ แต่คุณไปบอกว่าผู้ปกครองต้องให้คำแนะนำ แล้วมันจะเกิดประโยชน์หรือไม่ เพราะกลับกลายเป็นว่าคุณตีโจทย์กลับไป โอเคว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ปกครองตระหนักในปัญหานี้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เนื่องจากเด็กที่โตในระดับมัธยมก็คงไม่ได้ดูหนังกับผู้ปกครองแล้ว ก่อนจะดูคงไม่ได้มารายงานว่า พรุ่งนี้ผมจะไปดู ตั๊ดสู้ฟุตนะ (สมมติ) มีคำแนะนำไหม ต่อให้ถาม ผู้ปกครองที่ไม่เคยได้ดูหนังมาก่อนจะให้คำแนะนำได้อย่างไร ก็คงได้แต่ห้ามเด็กดูหนังที่ติดป้ายห้าม ก็ต้องตั้งคำถาม 2 อย่างคือ จะเข้าทางยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุหรือไม่ (แหง) และผู้ปกครองไม่สามารถดูแลบุตรหลานของตนได้เลยหรืออย่างไร
ผศ.ดร.ชวนะ ภวกานันท์ หนึ่งใน 7 อรหันต์ของกองเซ็นเซอร์ที่ขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นก็บอกว่า ชื่อมันบอกอยู่แล้วว่าเซ็นต้องเซอร์ อะไรที่มันผิดต่อ 3 สถาบันหรือขัดกับวัฒธรรมไทยแบบว่าเห็นกันชัดๆนั้น ก็ต้องตัด แต่ไอ้ที่ไม่ชัดเช่น คำด่าว่าไอ้ช้างยิ้ม มันไม่ชัดก็พิจารณากันลำบาก ก็เท่ากับว่าคุณเจ้ยผู้กำกับแสงศตวรรษก็ซวยไปที่ไม่รู้จักใช้ทริก คุณชวนะแกยังบอกอีกว่า รู้ว่าพอเซ็นเซอร์ไปแต่พอฉายจริงก็ไม่ได้ถูกตัดก็มี ผมงงที่ว่ารู้ทั้งรู้ตั้งหลายอย่างในเรื่องที่ไม่เป็นธรรมนั้น แล้วทำไมไม่คิดจะแก้ไขให้มันดีขึ้น ทั้งๆที่อยู่ในฐานะที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงได้ แล้วออกมาแก้ตัวเพื่ออะไร
คุณนที ตัวแทนกลุ่มชาวสีม่วง ผู้เข้าร่วมฟังที่ต้องการเรียกร้องหนังที่หากินกับเพศที่ 3 อย่างไม่มความรับผิดชอบ ได้ลุกขึ้นมาเล่าประสบการณ์ว่าตนเรียนต่อป.โทอยู่ที่ม.เชียงใหม่ แล้วมีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเพื่อนร่วมชั้นที่มีหน้ามีตาในสังคมทั้งหลายก็บอกว่าพวกเขาไม่แบ่งแยกเพศ คุณนทีทนไม่ได้ สวนกลับไปว่าไม่จริง หากพวกคุณไม่แบ่งแยกจริง พวกคุณต้องกล้ามายืนฉี่ข้างๆผม เพราะคุณติดภาพว่าชายไม่จริงทั้งหลายจะต้องแอบดูของคนอื่น ซึ่งเป็นการแบ่งแยกที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดแล้ว
คุณสรวงมณฑ์ สิทธิมาน บรรณาธิการนิตยสาร mother&care กล่าวว่าทำไมหนังตลกต้องใช้คำหยาบคายหรือเรื่องเพศด้วย เมื่อก่อนตนดูหนังก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอมีลูกแล้วมุมมองตรงนี้ก้เปลี่ยนไป คุณโดมสุขวงศ์ นักวิชาการที่หอภาพยนตร์ได้ให้ความเห็นว่า คนที่ชอบดูตลกแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี ไปห้ามเขาดูไม่ได้ น่าสนใจที่ว่าไม่ทราบว่าคุณโดมมีลูกหรือไม่ แต่เชื่อเหลือเกินว่า หากเขามีลูกคงไม่เป็นกังวลเหมือนกับคุณสรวงมณฑ์ เพราะคุณโดมเชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ว่าจะสามารถเป็นคนดีได้ แม้จะเสพย์สิ่งเหล่านี้ก็ตาม สังคมจะมีกระบวนการขัดเกลาในตัวของมันเอง เพราะตัวคุณโดมเอง (รวมถึงคุณสรวงมณฑ์ ในความเข้าใจเดียวกัน) ก็เติบโตมาในยุคที่ยังไม่มีการควบคุมเลยเหมือนกัน
สุดท้ายเพื่อนร่วมเสวนาของผม อภิญญา (หนุน) ก็ได้ตั้งข้อสังเกตและถามณภคดล (อิก) ว่า วัฒนธรรมการขำของคนไทยมันเคยเปลี่ยนไปด้วยหรือ (คือไม่ใช้คำหยาบคายและเรื่องเพศ) ได้ยินปุ๊บก็เดาคำตอบได้เลย ผมก็ขำอยู่ในใจ "นั่นสิเนอะ" July 14 ต้องให้จูงเลยรึถนนเส้นหนึ่ง มีโค้งอันตรายมาก เกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ จึงต้องหาป้ายมาปักเตือนไว้หลายจุด หลายเดือนผ่านไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงตัดสินใจรื้อป้ายออกให้หมด แล้วเปลี่ยนวิธีการ...
หลังจากนั้นก็ไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกเลย เพราะคนขับรถระมัดระวังตัวกันอย่างมาก แต่ไม่ได้ระวังว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรอกนะ แต่เพราะ... กลัวขับไปชนศาลบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนทางโค้งนั้นต่างหาก
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...บางเรื่องไม่ใช่ไม่รู้ บอกก็แล้ว เตือนก็แล้วไม่ฟัง จูงเลยดีกว่า June 23 มุมมองที่น่ากลัววันนี้อ่านหนังสือ "ความนำว่าด้วยอุตมรัฐของเพลโต" จนจบ
ส่วนที่อ่านแล้วรู้สึกสะกิดใจจนอยากที่จะพิมพ์เก็บไว้คือการนิยาม "ความยุติธรรม" ในแง่มุมที่ทำให้อึ้งได้ทั้งๆที่วิกฤตในสังคมไทยที่กำลังเกิดอยู่นี้ ก็อาจเป็นเพราะเรานิยามความยุติธรรมไว้เช่นนี้เอง น่าแปลกที่เราก็ไม่เคยได้ถูกสอนเรื่องความยุติธรรมในแง่มุมแบบนี้เลย แล้วมันเกิดขึ้นมารุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไร
หรือนิยามนี้ต่างหากที่เป็นจริง...ลองอ่านกันดู
เรียบเรียงใหม่จากหน้า 65-67
"กรณีของคนเลี้ยงแกะซึ่งเอาใจใส่แกะที่เลี้ยงเป็นอย่างดี มิใช่เพื่อจะให้แกะมีความสุข แต่เพื่อที่ว่าแกะจะได้เหมาะสำหรับรับประทาน คนเลี้ยงแกะมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของแกะหากแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนหรือผลประโยชน์ของนายจ้างอีกทีหนึ่ง ประชาชนก็เปรียบเสมือนฝูงแกะ ที่จะต้องถูกกิน ถูกกดขี่ ถูกตักตวงผลประโยชน์ คนที่ปกครองประชาชนอย่างดีก็มิได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของปวงชน แต่เพื่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองเอง....
นี่เป็นความจริงที่ว่ามนุษย์เราไม่ได้กลัวการที่คนเราจะกระทำในสิ่งที่ไม่ยุติธรรม หากแต่กลัวการกระทำที่ไม่ยุติธรรมของผู้อื่นว่าจะมากระทบถึงตัวมากกว่า เพราะฉะนั้นการสรรเสริญความยุติธรรมนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือฉากหน้าของความกลัว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือความยุติธรรมนั้นย่อมมีรากฐานอยู่บนความกลัว หากปราศจากความกลัว ความยุติธรรมก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป ความยุติธรรมจึงไม่ได้เป็นคุณธรรมที่แท้จริงอะไร เป็นเพียงความพยายามที่จะประณามการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้ที่แข็งแรงกว่า(มีอำนาจมากกว่า) โดยผู้ที่โง่และอ่อนแอเกินกว่าที่จะกระทำการดังกล่าวได้เองเท่านั้น....
คนโดยทั่วไปล้วนแต่แอบอิจฉาริษยาคนที่ไม่ยุติธรรมแต่ประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น เหตุที่พวกเขาไม่กล้าสรรเสริญความไม่ยุติธรรมอย่างออกนอกหน้า ก็เพราะพวกเขานั้นกลัวจะตกเป็นเหยื่อของความไม่ยุติธรรมนั้นเสียเอง ความกลัวทำให้คนส่วนใหญ่กลายเป็นคนที่ปากไม่ตรงกับใจ ยกย่องสรรเสริญความยุติธรรมราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง ดังนั้นผู้ที่ไม่เชื่อในความยุติธรรมแต่เชื่อในความไม่ยุติธรรม จึงเป็นผู้มองเห็นความจริงและเป็นอิสระแก่ตน มนุษย์แต่ละคนล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรปล่อยตัวให้ไหลไปตามแรงผลักของตัณหา ความขัดแย้งและการเอารัดเอาเปรียบเป็นเรื่องธรรมดาสุดแล้วแต่ว่าใครจะแข็งแรงกว่ากัน...."
June 18 บริษัทของเราไม่ได้สร้างหนังโป๊ จริงจริ๊ง!!!"สาหร่ายเป็นพิษ "เสี่ยเจียง" ฟัน "เอมี่" ไม่ให้โผล่ในหนังแม้แต่ขน"
คงจะคุ้นๆกับประโยคข้างต้น ซึ่งก็คือพาดหัวข่าวดังเรื่องของ เอมี่ โชติรส สุริยะวงศ์ นักแสดงที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่แต่งกายชุดราตรีวาบหวิว ระหว่างเข้าร่วมงานประกาศผลรางวัลสุพรรณหงส์ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 ก.พ. 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งเธอถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างหนักถึงความไม่เหมาะสมในครั้งนี้ บทลงโทษที่เธอได้รับก็คือเธอถูกเสี่ยเจียงหรือ “สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ” ปลดออกจากงานแสดงที่คั่งค้าง และหมดสภาพการเป็นนักแสดงในสังกัดของสหมงคลฟิล์ม โดยให้เหตุผลว่า บริษัทไม่ได้สร้างหนังโป๊ นักแสดงควรจะมีชื่อเสียงจากฝีมือการแสดง ไม่ใช่ดังเพราะแก้ผ้า
แต่ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของสหมงคลฟิล์มที่ชื่อว่า "สวยลากไส้" (Sick Nurse) นั้นกลับมีจุดขายอยู่ที่นักแสดงสาวใจกล้าทั้ง 7 คนที่พร้อมจะเผยเนื้อหนังเพื่อให้เข้ากับ concept ที่ว่า "ภาพยนตร์เซ็กซี่สุดเสียวไส้" ซึ่งคำว่าเสียวไส้ที่ปรากฏขึ้นในหนังนั้นจะมี 2 ความหมาย ความหมายแรกคือหนังเรื่องนี้เป็นหนังผี จึงมีฉากการตายของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างอเนจอนาจเลือดสาดสุดเสียวไส้ ส่วนอีกความหมายหนึ่งก็คือภาพของความเซ็กซี่ที่เสียวซ่านและเสียวไส้ว่าจะเกิดภาพหลุดวับๆแวมๆของนักแสดงออกมาจริงๆ เช่น ฉากล้วงของในร่องอก ฉากนั่งชักโครกโดยมีกางเกงในที่ถอดออกมาแล้วบดบังของสงวนสุดสยิว หรือจะเป็นฉากปลดกระดุม เปลื้องผ้าให้เหลือแต่ชุดชั้นในก็มีให้ดูหมด ผู้ชมจะได้ลุ้นไปตลอดเรื่องว่าดาราสาวที่ถูกใจจะไปได้ไกลถึงขั้นไหน
จนกระทั่งจบภาพยนตร์ก็มีภาพแถมของสาวๆในอารมณ์สบายๆกลางชายหาด ซึ่งล้วนแต่ใส่ทูพีชเน้นซูมภาพของหน้าอกและก้นให้ชมกันเต็มๆตา เลยสงสัยว่าไม่ถ่ายข้างหน้าไปด้วยเลยจะได้ครบสูตรหนังเซ็กซี่เพราะบริษัทนี้ไม่ได้สร้างหนังโป๊เลย จริ๊งจริง!!! พับผ่าเถอะ
ต้องบอกอีกอย่างแม้จะเป็นการโฆษณาก็ตามทีว่า หนังตัวอย่างของสหมงคลฟิล์มเรื่องต่อไปนั้นชื่อว่า "คลิปวิดีโอ" ครับท่าน เป็นหนังผีที่คาดว่าจะได้เจริญรอยตาม concept หนังรุ่นพี่ชัวป้าบ เผลอๆคงจะนึกภาพหนังตัวอย่างกันออกในหัวทันทีกันแล้วมั้ง เพราะชื่อมันออกจะชัด
เห็นหนังเรื่อง "พลอย" ที่เข้าฉายด้วยกัน ยังมีข้อความว่า "หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 แหมๆ แต่สวยลากไส้นี่ดูได้ทุกเพศทุกวัยนะครับ เด็กนั่งดูกันสลอน กลับไปคงอยากหาหนังโป๊ดูต่อที่บ้าน เพราะหนังเซ็กซี่มันยังไม่ถึงใจพอ หรือเกิดมีพวกแก่ๆช็อกคาโรงไปจะทำอย่างไรกัน นี่ถ้าระเบียบรัตน์มันไม่ออกมาโวยหนังเรื่องนี้นะขอให้ ... (เติมกันเองตามความหมั่นไส้) หรือแกอาจจะไม่รู้เรื่องเลยก็ได้ว่ามีหนังเรื่องนี้ เพราะแกไม่เคยท่องโลกไซเบอร์เลยอาจจะตามข่าวไม่ทันก็เป็นได้
ที่น่าคิดที่สุดก็คือความเป็นคนมือถือสากปากถือศีลของเสี่ยเจียง ที่แกรู้อยู่แก่ใจว่าหนังแบบไหนถึงจะขายคนส่วนใหญ่ที่เป็นประเภทเดียวกับแกได้ สงสารแต่น้องนักแสดงทั้ง 7 คนที่พอแก่ตัวไปก็คงจะถูกลืม หรืออยากจะสวยนอกจอก็ไม่ได้เพราะจะถูกเฉดหัวทิ้งแบบรุ่นพี่ที่โดนเชือดไปเรียบร้อย แล้วก็ระวังคลิปหลุดแบบ "เกริลลี่เบอรี่" ที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้นะครับ รู้ว่านักแสดงและทีมงานตั้งใจทำงานด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่ทำไงได้เมื่อของเหล่านี้มันเป็นเงินเป็นทองต่อไปได้อีก ความบริสุทธิ์ที่ว่าก็อาจถูกบดบังให้จางหายไปก้ได้นะครับ
เฮ้อ !! ลืมไปว่าที่นี่ประเทศไทย สังคมมันก็เป็นอย่างงี้มาตั้งนานแล้ว
ปล.เพื่อความมันส์ที่เพิ่มขึ้น ติดตามบทความในสเปชของหนุนควบคู่ไปด้วยนะจ๊ะ ที่ http://silencecry.spaces.live.com/ May 14 สิ่งที่น่ากลัวกว่าความมืดบอดทางปัญญาเรียนแกรมม่าภาษาอังกฤษเพิ่มที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ จารย์เล่าให้ฟังว่าแกเคยจบโทแล้วไปทำงานอยู่ที่กฟผ.4ปี เงินเดือนดีมีโบนัสเพราะแกจบป.โทภาษาอังกฤษ งานของแกคือเขียนจดหมายต่างๆและเย็บหน้าเอกสารเข้าเล่ม แต่แกก็เริ่มคิดว่าการที่แกสามารถเรียงกระดาษได้ชำนาญขึ้นนั้น ไม่คุ้มเพราะเสียเวลาบริหารสมองไป แกจึงมาสมัครเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ เงินเดือนลดลงครึ่งหนึ่ง และก็ไม่มีโบนัสอีกแล้ว แต่ได้บริหารสมองอย่างเข้มข้นทุกวันแทน และตอนที่แกไปต่อป.เอกนั้นแกอายุ 32 แต่เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นอายุ 60 ซึ่งไม่ได้ทำงานแล้ว จึงไม่มีใครแกเกินไปที่จะเรียน
ฟังแกแล้วนึกถึงอริสโตเติล ที่เริ่มคนที่จะจัดกลุ่มของสิ่งต่างๆที่อยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งเขาได้แบ่งสัตว์กับมนุษย์แยกจากกัน เนื่องจากมนุษย์มีเหตุผลและปัญญาที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆที่สัตว์อื่นไม่มี จึงเห็นด้วยกับอาจารย์อย่างยิ่ง เราซึ่งเป็นชนชั้นกลางไทยซึ่งมีโอกาสได้รับการศึกษามากกว่าชนชั้นอื่น น่าจะหาโอกาสเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ และนำความรู้นั้นไปสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่สังคมและโลกให้ได้มากที่สุด อย่าลุ่มหลงไปกับวัตถุมากจนเกิน มีเงินให้พออยู่อย่างไม่ลำบากเดือดร้อน เท่านี้ก็น่าจะใช้ความเป็นมนุษย์ของเราได้คุ้มค่าพอแล้ว
ตอนนี้เริ่มบ้าหนังสือแฮะ โดยเฉพาะหนังสือวิชาการทางปรัชญา สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ เห็นแล้วอยากซื้อเก็บ ถึงแม้ว่าจะเอาไปดอง เพราะอ่านไม่ค่อยทัน แต่ถ้าหากวันใดที่เริ่มรู้สึกว่าปัญญาของเรามืดบอดลง หนังสือเหล่านี้คงเปรียบได้กับเทียน ที่สามารถนำมาจุดเพื่อเรียกความสว่างนั้นกลับคืนมาได้เสมอ และยังสามารถเก็บเทียนเหล่านั้นไว้ให้แก่ผู้อื่นที่อยากได้ความสว่างนี้ในอนาคตอีกด้วย
สุดท้าย ความมืดบอดทางปัญญาอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด จะเห็นได้จากปัญญาสามารถนำไปใช้ในทางที่ผิดได้
เพราะปัญญานั้นคงไม่ได้แปรผันตรงกับหัวใจของเรา เราที่เป็นมนุษย์ เสมอไป
หากเราไร้หัวใจ คงจะเกิดความมืดบอดได้อีกมากมาย เช่นความมืดบอดทางจริธรรม ความมืดบอดทาง ego
ฉะนั้น หมั่นจุดเทียนให้หัวใจ เพื่อที่จะสามารถมองเห็นหัวใจของผู้อื่น เพื่อที่จะได้เข้าใจหัวใจของเค้า
ความเข้าใจกับความสว่าง คงเป็นสิ่งเดียวกัน |
|
|